ฮวงจุ้ยที่ทำงาน ตามวันเกิด
ฮวงจุ้ยที่ทำงาน ที่ทำงานวุ่นวายมาก งานมีปัญหาบ่อย เจ้านายไม่ค่อยส่งเสริม เพื่อนร่วมงานขี้อิจฉา ให้แก้เคล็ดตามวันเกิดดังต่อไปนี้
คนเกิดวันอาทิตย์
มีปัญหากับเจ้านาย ควรจะเสริมดวงชะตาด้วยน้ำ 1 แก้วใหญ่หรือจะใส่ในแจกันแก้วใส วางไว้บนมุมขวามือ ของโต๊ะทำงาน ห้ามนำไปดื่ม และเทน้ำทิ้งทุกวัน น้ำจะเป็นตัวตกกระทบพลังด้านลบต่างๆ และจะช่วยแก้ไขปัญหาให้ค่อยๆเย็นลงได้
มีปัญหากับเพื่อนร่วมงาน ควรจะแก้เคล็ดเสริมดวงด้วยการนำต้นไม้ต้นเล็กๆ มาวางบนโต๊ะทำงานหรือชั้นวางของข้างหลังที่นั่ง จะเป็นบอนไซ ตะโกดัด หรืออะไรก็ได้ และควรจะมีดินด้วย แต่อย่าใช้ดินวิทยาศาสตร์
ที่ทำงานวุ่นวายเมื่อมีแต่เรื่องที่ทำให้เครียด ไม่สบายใจ ควรใช้หินโรสควอตซ์สีชมพูตกแต่งเป็นต้นไม้ต้นเล็กๆนำมาวางไว้บนโต๊ะทำงาน ก็จะสามารถ แก้เคล็ดเสริมดวงชะตาให้ดีขึ้นได้เช่นกัน
คนเกิดวันจันทร์
มีปัญหากับเจ้านายควรนำสิ่งของเคริ่องใช้บางอย่างที่ทำด้วยมุก หรือเปลือกหอย ชิ้นขนาดเหมาะมือมาวางบนโต๊ะทำงาน จะเป็นที่ทับกระดาษหรือกล่องใส่นามบัตรก็ได้ จะช่วยขจัดปัญหายุ่งเหยิงออกไปได้
บ้างมีปัญหากับเพื่อนร่วมงาน ให้ใช้หินอความารีนสักก้อนหนึ่งมาวางบนโต๊ะทำงาน หินจะช่วยส่งคลื่นพลังให้คนรอบข้างจิตใจเย็นลง และมองเราในแง่ดี ตัดความวุ่นวาย ยุ่งเหยิงในจิตใจของคุณที่ทำงานวุ่นวาย
หากที่ทำงานมีแต่เรื่องที่ทำให้เครียดไม่สบายใจ ให้ใช้แจกันปากกว้างหรือถ้วยแก้วใสใส่น้ำและลอยดอกไม้ที่มีสีฟ้า น้ำเงิน หรือ ม่วง ใช้เป็นดอกไม้ผ้าหรือพลาสติกก็ได้ จะช่วยบำบัดสถานที่ต่างๆ ให้คนเกิดวันจันทร์สงบลงคลายความเคร่งเครียดวุ่นวายลงได้บ้างไม่มากก็น้อย
คนเกิดวันอังคาร
มีปัญหากับเจ้านายควร ถือเคล็ดด้วยการสวมเสื้อผ้าโทนสีเขียวให้บ่อยครั้ง ให้กลัดเข็มกลัดรูปใบไม้ติดตัวทุกวัน โดยเฉพาะในยามที่ต้องเข้าพบเจ้านายจะช่วยลดการประทะเจ้านาย เชื่อมั่นชื่อถือในความคิดของคุณ
มีปัญหากับเพื่อนร่วมงาน ให้นำเทียนแท่งที่มีเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 3 นิ้ว ซึ่งเน้นให้มีสีเขียว มาวางบนโต๊ะทำงาน จะขจัดปัญหายุ่งเหยิงขัดแย้งได้มากที่ทำงานวุ่นวายควรใช้หินสีเขียวสดใส เช่น กรีนอเวนเจอรีน มาวางบนโต๊ะทำงาน จะใช้หินก้อนหรือเป็นแท่งๆ ก็ได้ จะช่วยบำบัดสถานที่ต่างๆ ที่วุ่นวายให้สงบลงได้
คนเกิดวันพุธ
มีปัญหากับเจ้านาย ควรถือเคล็ดด้วยการวางข้าวของเครื่องใช้ที่มีปลายแหลมและมีสีทองไว้บนโต๊ะทำงาน จะเป็นนาฬิกาตั้งโต๊ะหรือถ้วยรางวัลอย่างใดอย่างหนึ่ง ก็ได้จะเสริมความเข้มแข็งมั่นคงให้กับสถานภาพการงานของคุณ
มีปัญหากับเพื่อนร่วมงาน ควรจะใช้ถ้วยแก้วปากกว้าง 1 ใบ ใส่หินอเมทิสต์เอาไว้อย่างน้อย 3-4 ก้อนหรือมากกว่า ช่วยขจัดปัญหาทั้งกับเพื่อนร่วมงานที่อิจฉาริษยา ขัดแย้ง กับคุณไปจนถึงการบำบัดสถานที่ จะช่วยให้ความระส่ำระสายยุ่งเหยิงที่เกิดขึ้นในที่ทำงาน คลายความยุ่งยากลง ผู้คนที่อยุ่ร่วมกันก็มีจิตใจสงบดีขึ้น
คนเกิดวันพฤหัส
มีปัญหากับเจ้านาย ควรนำรูปปั้น เช่น รูปปั้นนางฟ้ามีปีก หรือเทวรูปบางอย่าง เช่น พระพิฆเนศ มาวางบนโต๊ะทำงาน จะช่วยเสริมดวงชะตาให้มั่นคง กล้าแข็ง เจ้านายเกรงอกเกรงใจ
มีปัญหากับเพื่อนร่วมงาน ควรใช้แจกันดอกไม้สีเหลืองหรือขวดแก้วทรงสูงปักดอกไม้สีเหลือง มาวางบนโต๊ะทำงานหรือชั้นวางของข้างหลังที่นั่ง จะช่วยขจัดปัญหาเรื่องอิจฉาริษยาขัดแย้งกับคุณได้
ที่ทำงานวุ่นวาย ถ้าต้องการการบำบัดสถานที่ทำงานให้คลายความยุ่งยากยุ่งเหยิง ควรจะติดภาพวิวทิวทัศน์ที่มีต้นไม้เขียวสด และมีถนนทอดยาวสุดสายตาเอาไว้เบื้องหลังที่นั่งของคุณ เพื่อเสริมดวงชะตาและแก้ปัญหาด้านนี้
คนเกิดวันศุกร์
มีปัญหากับเจ้านาย ควรพกหินลาพิสลาชูรีติดตัว หรือสวมใส่เป็นเครื่องประดับอย่างใดอย่างหนึ่งก็ได้ ให้บ่อยครั้งในช่วงนั้น จะเสริมอำนาจบารมี และความเมตตาจากเจ้านายได้
มีปัญหากับเพื่อนร่วมงาน ควรนำสิ่งของเครื่องใช้อะไรก็ได้ที่มีเสียงเพลงร่วมด้วย มาวางบนโต๊ะทำงาน เช่น วิทยุ กล่องดนตรี หรือการ์ดเสียงเพลง คลื่นพลังของเสียงจะช่วยขจัดความยุ่งเหยิงวุ่นวายต่างๆ รวมทั้งทำให้เราจิตใจเย็นลงอยู่ในความสงบ และมองโลกในแง่ดีขึ้นด้วย วิธีนี้ยังช่วยขจัดปัญหาและความวุ่นวายยุ่งเหยิง ด้านสถานที่ทำงานด้วย
คนเกิดวันเสาร์
มีปัญหากับเจ้านายควรเสริมดวงชะตาด้วยการวางโคมไฟ 1 ดวง ไว้บนโต๊ะทำงาน และเปิดให้มีแสงสว่างอยุ่ตลอดเวลา จะแก้เคล็ดเสริมดวงชะตาที่มีปัญหากับผู้ที่เหนือกว่าได้
มีปัญหากับเพื่อนร่วมงานหากเพื่อนร่วมงานอิจฉาริษายาหรือไม่ลงรอยกันบ่อยครั้ง ควรวางหินคริสตัลควอตซ์ที่เป็นแท่งๆไว้บนโต๊ะทำงานจะเสริมให้จิตใจและอารมณ์เย็นลง เพื่อนร่วมงานเชื่อมั่น เชื่อถือ
ทำงานวุ่นวาย หากต้องการขจัดปัญหายุ่งยากยุ่งเหยิงในที่ทำงานก็ควรใช้น้ำรินน้ำไหล หรือน้ำผุด ขนาดพอดีๆมาวางเสริมในห้องทำงานหรือข้างโต๊ะทำงานของคุณ จะช่วยให้ภายในสถานที่ทำงานเกิดการถ่ายเท เกิดการเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดี ไม่วุ่นวายเคร่งเครียดอย่างที่เป็นอยู่
วันพุธที่ 17 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553
วันพุธที่ 10 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553
นักลงทุน 4 ประเภท
นักลงทุน 4 ประเภท
ตอนนี้ ผู้น้อย ‘มังกรในสระ’ จะกล่าวถึงจุดเริ่มต้นแห่งการสร้างแนวทางการลงทุนที่สอดคล้องกับจุดแข็งและจุดอ่อนสำหรับนักลงทุนแต่ละคนเลยทีเดียว ทว่าต้องขอย้ำอีกครั้งว่า จุดเริ่มต้นที่ว่านี้จะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อนักลงทุนผู้นั้นตัดสินใจได้อย่างเด็ดขาดแล้วว่าจะเลิกลงทุนแบบจับจดเสียที และจะมุ่งมั่นแสวงหาแนวทางการลงทุนอันเป็นเลิศเฉพาะตนแทน
ขึ้นต้นว่าจะกล่าวถึงการสร้างแนวทางการลงทุนสำหรับนักลงทุนแต่ละคน ฟังดูโอ้อวดอยู่บ้าง เพราะนักลงทุนแต่ละคนต่างก็มีความเป็นปัจเจก มีความแตกต่างในหลากหลายด้านไม่ว่าจะเป็นอายุ เพศ การศึกษา สถานะทางเศรษฐกิจ ทัศนคติ อุปนิสัยใจคอ และอีกสารพัดจะกล่าว แต่ผู้น้อยย่อมพิจารณาดีแล้วจึงกล้ากล่าวเช่นนั้น เนื่องด้วยไม่ว่านักลงทุนแต่ละคนจะมีความแตกต่างกันมากเพียงใด เนื้อแท้ของแต่ละคนย่อมประกอบด้วย 2 สิ่งร่วมกัน นั่นคือ ‘เงิน’ กับ ‘ความกล้า’ ขาด 2 สิ่งนี้ย่อมเป็นนักลงทุนไม่ได้ หรือ ขาดเพียงอย่างใดอย่างหนึ่งก็เป็นนักลงทุนไม่ได้เช่นกัน หากมีเงิน แต่ขาดความกล้า ก็เป็นได้เพียงนักออมเงินเท่านั้น หากมีความกล้าแต่ขาดเงิน ก็เป็นได้เพียงนักออมเงินอีกเช่นกัน พร้อมเมื่อไร ค่อยลงทุน แต่ถ้าขาดทั้งเงิน ขาดทั้งความกล้า ก็คงเป็นอย่างอื่นไปไม่ได้ นอกจากเป็นนักอุตสาหะ ขยันขันแข็งประกอบสัมมาอาชีพ แสวงหาความรู้และช่องทางในการเพิ่มพูนรายได้โดยสุจริต ดูผู้ที่สู้ชีวิตจนประสบความสำเร็จทั้งหลายเป็นแบบอย่าง พร้อมกับกันตนเองให้พ้นจากอบายมุข นั่นประไร! เผลอหน่อยเดียวเป็นนักเทศน์ไปเสียแล้ว
เข้าเรื่องต่อดีกว่า เมื่อผู้น้อยตัดรายละเอียดปลีกย่อยที่อยู่ในความเป็นปัจเจกของนักลงทุนแต่ละคนออกไปแล้ว ก็เหลือองค์ประกอบพื้นฐานเพียงสองส่วนด้วยกันดังได้กล่าวมาแล้วได้แก่ เงิน ซึ่งหมายถึง เงินออมที่ไม่มีความจำเป็นต้องใช้อย่างน้อยก็ในระยะ 1 ปี และ ความกล้า หมายถึง จิตใจที่พร้อมเผชิญความเสี่ยง หรือ ความสูญเสียที่อาจเกิดจากการลงทุน เมื่อทราบความหมายของทั้งสององค์ประกอบแล้ว คราวนี้ก็สามารถนำมาจัดประเภทนักลงทุนได้อย่างเหมาะสม ซึ่งผู้น้อยพิเคราะห์แล้วเห็นว่าย่อมไม่พ้นไปจาก 4 ประเภทดังต่อไปนี้ 1.ทุนมาก ชอบเสี่ยง 2.ทุนมาก ไม่ชอบเสี่ยง 3.ทุนน้อย ชอบเสี่ยง 4.ทุนน้อย ไม่ชอบเสี่ยง ขอขยายความสักเล็กน้อยว่า การแบ่งว่า ทุนมากหรือทุนน้อยนั้นไม่ได้ขึ้นอยู่ปริมาณเงินที่สามารถนำไปลงทุนได้เป็นหลัก แต่ขึ้นอยู่กับระยะเวลา หรือ ความเย็นของเงินว่าจะสามารถคงอยู่กับการลงทุนได้นานเพียงใด ส่วนการแบ่งว่าชอบเสี่ยง หรือ ไม่ชอบเสี่ยงนั้นเป็นการแบ่งตามคุณสมบัติพื้นฐานทางด้านจิตใจ หรือ อัธยาศัยของแต่ละบุคคลนั่นเอง
เชิญนายท่านพิจารณารายละเอียดของความเป็นนักลงทุนในแต่ละประเภทดังต่อไปนี้
- ‘ทุนมาก ชอบเสี่ยง’ นักลงทุนประเภทนี้คือผู้ที่มีบ้านเป็นของตนเองโดยปราศจากภาระผ่อนชำระหรือติดจำนอง คือผู้ที่มีสินทรัพย์มากกว่าหนี้สินตั้งแต่ 2 เท่าขึ้นไป คือผู้ที่มีเงินออมที่ไม่จำเป็นต้องใช้ในช่วงเวลาอย่างน้อย 10 ปี และคือผู้ที่มีรายได้มั่นคงและยั่งยืน ส่วนพื้นฐานจิตใจของนักลงทุนประเภทนี้ย่อมเข้ากันได้ดีกับความมีทุนมาก คือเป็นผู้ชอบเสี่ยง ปรารถนาผลตอบแทนจากการลงทุนที่เหนือกว่าความคาดหมายที่จะได้มาโดยใช้ระยะเวลาอันสั้น ตัดสินใจได้อย่างรวดเร็วโดยไม่ต้องรอข้อมูลรอบด้าน และคือผู้ที่มีความกระตือรือร้นที่จะแสวงหาโอกาสสร้างผลตอบแทนจากการลงทุนอยู่ตลอดเวลา
- ‘ทุนมาก ไม่ชอบเสี่ยง’ นักลงทุนประเภทนี้มีคุณสมบัติในส่วนของทุนครบถ้วนเช่นเดียวกับนักลงทุนประเภทแรก แต่อัธยาศัยในการลงทุนย่อมแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง เนื่องจากนักลงทุนประเภทนี้ชอบความแน่นอนมากกว่าความเสี่ยง ปรารถนาผลตอบแทนจากการลงทุนที่อยู่ในความคาดหมายที่จะได้มาโดยใช้ระยะเวลาอันเหมาะสม ตัดสินใจอย่างรอบคอบรัดกุมโดยอาศัยข้อมูลรอบด้าน และกระตือรือร้นที่จะแสวงหาโอกาสสร้างผลตอบแทนจากการลงทุนเมื่อสภาวการณ์ต่างๆเอื้ออำนวย
- ‘ทุนน้อย ชอบเสี่ยง’ นักลงทุนประเภทนี้มีคุณสมบัติในส่วนของทุนไม่ครบถ้วนอย่างนักลงทุนประเทศที่หนึ่งและสอง โดยอาจจะขาดอย่างใดอย่างหนึ่ง หรือ ไม่ขาดแต่ไม่สมบูรณ์เท่า เช่น มีบ้านเป็นของตนเองแต่ติดภาระผ่อนชำระ มีสินทรัพย์สูงไม่ถึง 2 เท่าของหนี้สิน มีเงินออมแต่จำเป็นต้องใช้ภายใน 10 ปี หรือ มีรายได้ที่มั่นคงแต่ไม่ยั่งยืน ขณะที่พื้นฐานทางด้านจิตใจของนักลงทุนประเภทนี้ไม่สอดคล้องกับความมีทุนน้อย เนื่องจากชอบเสี่ยง ปรารถนาผลตอบแทนจากการลงทุนที่เหนือกว่าความคาดหมายที่จะได้มาโดยใช้ระยะเวลาอันสั้น ตัดสินใจได้อย่างรวดเร็วโดยไม่ต้องรอข้อมูลรอบด้าน และมีความกระตือรือร้นที่จะแสวงหาโอกาสสร้างผลตอบแทนจากการลงทุนอยู่ตลอดเวลา นักลงทุนประเภทที่สามนี้อาจมีความกล้าหาญพอที่จะกู้เงินเพื่อนำเงินไปเสี่ยงลงทุน ซึ่งก็มีทั้งประสบความสำเร็จและความล้มเหลว
- ‘ทุนน้อย ไม่ชอบเสี่ยง’ นักลงทุนประเภทนี้มีคุณสมบัติในส่วนของทุนเช่นเดียวกับนักลงทุนประเภทที่สาม ทว่ามีพื้นฐานทางด้านจิตใจแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง เนื่องจากชอบความแน่นอนเป็นหลัก ปรารถนาผลตอบแทนจากการลงทุนที่อยู่ในความคาดหมายที่จะได้มาโดยใช้ระยะเวลาอันเหมาะสม ตัดสินใจอย่างรอบคอบรัดกุมโดยอาศัยข้อมูลรอบด้าน และกระตือรือร้นที่จะแสวงหาโอกาสสร้างผลตอบแทนจากการลงทุนเมื่อสภาวการณ์ต่างๆเอื้ออำนวย นักลงทุนประเภทนี้จะลงทุนเท่าที่ทุนของตนมี ไม่อาจหาญก่อหนี้เพื่อนำเงินไปลงทุนแสวงหาผลตอบแทนที่สูงเกินคาด
เป็นอันจบสำหรับลักษณะของนักลงทุน 4 ประเภท คราวนี้ก็มาถึงจุดเริ่มต้นแห่งการสร้างแนวทางการลงทุนที่สอดคล้องกับจุดแข็งและจุดอ่อน นั่นคือ การวิเคราะห์ตนเองว่า ฐานะทางเศรษฐกิจ พื้นฐานทางด้านจิตใจ ประสบการณ์และความชำนาญเฉพาะตน หรือ พรสวรรค์ที่มีอยู่ น่าจะสอดคล้องกับการเป็นนักลงทุนประเภทใดมากที่สุด ผู้น้อยขอยืนยันว่า นักลงทุนทั้ง 4 ประเภทนี้มีศักยภาพที่จะประสบความสำเร็จในการลงทุนได้ไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน อยู่ที่การตัดสินใจว่าจะเป็นนักลงทุนแบบใดที่จะเข้ากับอัธยาศัยของตนมากที่สุดเท่านั้น ตำราบางเล่มมุ่งที่จะให้นักลงทุนทุกคนเป็นประเภท ‘ทุนมาก ไม่ชอบเสี่ยง’ หรือ ‘ทุนน้อย ไม่ชอบเสี่ยง’ ทว่าผู้น้อยเห็นว่าจะเป็นนักลงทุนประเภทใดก็รวยได้ไม่แพ้กัน ขอเพียงพัฒนาทักษะการรุก รับ ถอยเฉพาะตนให้ชำนาญและสอดคล้องกับตัวตนของตนเองให้มากที่สุดเท่านั้นพอ เริ่มจะออกไปทางปรัชญาสักหน่อย ทว่าก็เป็นเช่นนั้นจริงๆ เพราะนักลงทุนอย่างจอร์จ โซรอส หรือ วอร์เรน บัฟเฟตต์ ต่างก็มีแนวทางการลงทุนของตน ซึ่งก็ทำให้เป็นเศรษฐีระดับโลกได้เหมือนกัน
ส่วนจะรวยมากน้อยกว่ากันเพียงใดนั้นไม่สำคัญ เพราะถ้าเป็นเศรษฐีระดับที่ใช้เงินไม่หมดในชาตินี้ ผู้น้อยก็ถือว่ารวยเท่ากัน คนหนึ่งมุ่งแสวงหาผลตอบแทนจากการเก็งกำไรเมื่อโอกาสมาถึง ขณะที่อีกคนหนึ่งมุ่งแสวงหาผลตอบแทนจากปัจจัยพื้นฐานอันแข็งแกร่งที่คนส่วนใหญ่คลาดสายตา ทว่าผลลัพธ์ที่ออกมาคือ ‘รวยทั้งคู่’ และรวยในระดับที่ใช้เท่าไรก็ไม่หมด จึ่งเป็นดั่งสุภาษิตจีนที่ว่า ‘ไม่ว่าแมวสีใด จับหนูได้เหมือนกัน’ ซึ่งท่านประธาน ‘เติ้ง เสี่ยวผิง’ ผู้ล่วงลับเคยนำมากล่าวเมื่อครั้งนำระบบเศรษฐกิจแบบทุนนิยมมาใช้ควบคู่กับระบอบการปกครองแบบคอมมิวนิสต์ (นั่นแนะ!ไม่วายแถมความรู้ประวัติศาสตร์เข้าไปอีก) ดังนั้น ไม่ว่านายท่านจะเป็นนักลงทุนประเภทใด หรือ ตัดสินใจที่จะเป็นนักลงทุนประเภทใด ขอให้เป็นแมวที่จับหนูได้ก็พอ คือ เป็นนักลงทุนที่ประสบชัยชนะอย่างยั่งยืนในตลาดหุ้นไทยนั่นเอง
เมื่อทราบและแน่ใจแล้วว่า ตนเองเป็นนักลงทุนประเภทใด ตอนหน้า ผู้น้อยขอเชิญพบกับการพัฒนากลยุทธ์การลงทุนที่สอดคล้องกับนักลงทุนแต่ละประเภท วอนนายท่านติดตาม สวัสดี........
ตอนนี้ ผู้น้อย ‘มังกรในสระ’ จะกล่าวถึงจุดเริ่มต้นแห่งการสร้างแนวทางการลงทุนที่สอดคล้องกับจุดแข็งและจุดอ่อนสำหรับนักลงทุนแต่ละคนเลยทีเดียว ทว่าต้องขอย้ำอีกครั้งว่า จุดเริ่มต้นที่ว่านี้จะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อนักลงทุนผู้นั้นตัดสินใจได้อย่างเด็ดขาดแล้วว่าจะเลิกลงทุนแบบจับจดเสียที และจะมุ่งมั่นแสวงหาแนวทางการลงทุนอันเป็นเลิศเฉพาะตนแทน
ขึ้นต้นว่าจะกล่าวถึงการสร้างแนวทางการลงทุนสำหรับนักลงทุนแต่ละคน ฟังดูโอ้อวดอยู่บ้าง เพราะนักลงทุนแต่ละคนต่างก็มีความเป็นปัจเจก มีความแตกต่างในหลากหลายด้านไม่ว่าจะเป็นอายุ เพศ การศึกษา สถานะทางเศรษฐกิจ ทัศนคติ อุปนิสัยใจคอ และอีกสารพัดจะกล่าว แต่ผู้น้อยย่อมพิจารณาดีแล้วจึงกล้ากล่าวเช่นนั้น เนื่องด้วยไม่ว่านักลงทุนแต่ละคนจะมีความแตกต่างกันมากเพียงใด เนื้อแท้ของแต่ละคนย่อมประกอบด้วย 2 สิ่งร่วมกัน นั่นคือ ‘เงิน’ กับ ‘ความกล้า’ ขาด 2 สิ่งนี้ย่อมเป็นนักลงทุนไม่ได้ หรือ ขาดเพียงอย่างใดอย่างหนึ่งก็เป็นนักลงทุนไม่ได้เช่นกัน หากมีเงิน แต่ขาดความกล้า ก็เป็นได้เพียงนักออมเงินเท่านั้น หากมีความกล้าแต่ขาดเงิน ก็เป็นได้เพียงนักออมเงินอีกเช่นกัน พร้อมเมื่อไร ค่อยลงทุน แต่ถ้าขาดทั้งเงิน ขาดทั้งความกล้า ก็คงเป็นอย่างอื่นไปไม่ได้ นอกจากเป็นนักอุตสาหะ ขยันขันแข็งประกอบสัมมาอาชีพ แสวงหาความรู้และช่องทางในการเพิ่มพูนรายได้โดยสุจริต ดูผู้ที่สู้ชีวิตจนประสบความสำเร็จทั้งหลายเป็นแบบอย่าง พร้อมกับกันตนเองให้พ้นจากอบายมุข นั่นประไร! เผลอหน่อยเดียวเป็นนักเทศน์ไปเสียแล้ว
เข้าเรื่องต่อดีกว่า เมื่อผู้น้อยตัดรายละเอียดปลีกย่อยที่อยู่ในความเป็นปัจเจกของนักลงทุนแต่ละคนออกไปแล้ว ก็เหลือองค์ประกอบพื้นฐานเพียงสองส่วนด้วยกันดังได้กล่าวมาแล้วได้แก่ เงิน ซึ่งหมายถึง เงินออมที่ไม่มีความจำเป็นต้องใช้อย่างน้อยก็ในระยะ 1 ปี และ ความกล้า หมายถึง จิตใจที่พร้อมเผชิญความเสี่ยง หรือ ความสูญเสียที่อาจเกิดจากการลงทุน เมื่อทราบความหมายของทั้งสององค์ประกอบแล้ว คราวนี้ก็สามารถนำมาจัดประเภทนักลงทุนได้อย่างเหมาะสม ซึ่งผู้น้อยพิเคราะห์แล้วเห็นว่าย่อมไม่พ้นไปจาก 4 ประเภทดังต่อไปนี้ 1.ทุนมาก ชอบเสี่ยง 2.ทุนมาก ไม่ชอบเสี่ยง 3.ทุนน้อย ชอบเสี่ยง 4.ทุนน้อย ไม่ชอบเสี่ยง ขอขยายความสักเล็กน้อยว่า การแบ่งว่า ทุนมากหรือทุนน้อยนั้นไม่ได้ขึ้นอยู่ปริมาณเงินที่สามารถนำไปลงทุนได้เป็นหลัก แต่ขึ้นอยู่กับระยะเวลา หรือ ความเย็นของเงินว่าจะสามารถคงอยู่กับการลงทุนได้นานเพียงใด ส่วนการแบ่งว่าชอบเสี่ยง หรือ ไม่ชอบเสี่ยงนั้นเป็นการแบ่งตามคุณสมบัติพื้นฐานทางด้านจิตใจ หรือ อัธยาศัยของแต่ละบุคคลนั่นเอง
เชิญนายท่านพิจารณารายละเอียดของความเป็นนักลงทุนในแต่ละประเภทดังต่อไปนี้
- ‘ทุนมาก ชอบเสี่ยง’ นักลงทุนประเภทนี้คือผู้ที่มีบ้านเป็นของตนเองโดยปราศจากภาระผ่อนชำระหรือติดจำนอง คือผู้ที่มีสินทรัพย์มากกว่าหนี้สินตั้งแต่ 2 เท่าขึ้นไป คือผู้ที่มีเงินออมที่ไม่จำเป็นต้องใช้ในช่วงเวลาอย่างน้อย 10 ปี และคือผู้ที่มีรายได้มั่นคงและยั่งยืน ส่วนพื้นฐานจิตใจของนักลงทุนประเภทนี้ย่อมเข้ากันได้ดีกับความมีทุนมาก คือเป็นผู้ชอบเสี่ยง ปรารถนาผลตอบแทนจากการลงทุนที่เหนือกว่าความคาดหมายที่จะได้มาโดยใช้ระยะเวลาอันสั้น ตัดสินใจได้อย่างรวดเร็วโดยไม่ต้องรอข้อมูลรอบด้าน และคือผู้ที่มีความกระตือรือร้นที่จะแสวงหาโอกาสสร้างผลตอบแทนจากการลงทุนอยู่ตลอดเวลา
- ‘ทุนมาก ไม่ชอบเสี่ยง’ นักลงทุนประเภทนี้มีคุณสมบัติในส่วนของทุนครบถ้วนเช่นเดียวกับนักลงทุนประเภทแรก แต่อัธยาศัยในการลงทุนย่อมแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง เนื่องจากนักลงทุนประเภทนี้ชอบความแน่นอนมากกว่าความเสี่ยง ปรารถนาผลตอบแทนจากการลงทุนที่อยู่ในความคาดหมายที่จะได้มาโดยใช้ระยะเวลาอันเหมาะสม ตัดสินใจอย่างรอบคอบรัดกุมโดยอาศัยข้อมูลรอบด้าน และกระตือรือร้นที่จะแสวงหาโอกาสสร้างผลตอบแทนจากการลงทุนเมื่อสภาวการณ์ต่างๆเอื้ออำนวย
- ‘ทุนน้อย ชอบเสี่ยง’ นักลงทุนประเภทนี้มีคุณสมบัติในส่วนของทุนไม่ครบถ้วนอย่างนักลงทุนประเทศที่หนึ่งและสอง โดยอาจจะขาดอย่างใดอย่างหนึ่ง หรือ ไม่ขาดแต่ไม่สมบูรณ์เท่า เช่น มีบ้านเป็นของตนเองแต่ติดภาระผ่อนชำระ มีสินทรัพย์สูงไม่ถึง 2 เท่าของหนี้สิน มีเงินออมแต่จำเป็นต้องใช้ภายใน 10 ปี หรือ มีรายได้ที่มั่นคงแต่ไม่ยั่งยืน ขณะที่พื้นฐานทางด้านจิตใจของนักลงทุนประเภทนี้ไม่สอดคล้องกับความมีทุนน้อย เนื่องจากชอบเสี่ยง ปรารถนาผลตอบแทนจากการลงทุนที่เหนือกว่าความคาดหมายที่จะได้มาโดยใช้ระยะเวลาอันสั้น ตัดสินใจได้อย่างรวดเร็วโดยไม่ต้องรอข้อมูลรอบด้าน และมีความกระตือรือร้นที่จะแสวงหาโอกาสสร้างผลตอบแทนจากการลงทุนอยู่ตลอดเวลา นักลงทุนประเภทที่สามนี้อาจมีความกล้าหาญพอที่จะกู้เงินเพื่อนำเงินไปเสี่ยงลงทุน ซึ่งก็มีทั้งประสบความสำเร็จและความล้มเหลว
- ‘ทุนน้อย ไม่ชอบเสี่ยง’ นักลงทุนประเภทนี้มีคุณสมบัติในส่วนของทุนเช่นเดียวกับนักลงทุนประเภทที่สาม ทว่ามีพื้นฐานทางด้านจิตใจแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง เนื่องจากชอบความแน่นอนเป็นหลัก ปรารถนาผลตอบแทนจากการลงทุนที่อยู่ในความคาดหมายที่จะได้มาโดยใช้ระยะเวลาอันเหมาะสม ตัดสินใจอย่างรอบคอบรัดกุมโดยอาศัยข้อมูลรอบด้าน และกระตือรือร้นที่จะแสวงหาโอกาสสร้างผลตอบแทนจากการลงทุนเมื่อสภาวการณ์ต่างๆเอื้ออำนวย นักลงทุนประเภทนี้จะลงทุนเท่าที่ทุนของตนมี ไม่อาจหาญก่อหนี้เพื่อนำเงินไปลงทุนแสวงหาผลตอบแทนที่สูงเกินคาด
เป็นอันจบสำหรับลักษณะของนักลงทุน 4 ประเภท คราวนี้ก็มาถึงจุดเริ่มต้นแห่งการสร้างแนวทางการลงทุนที่สอดคล้องกับจุดแข็งและจุดอ่อน นั่นคือ การวิเคราะห์ตนเองว่า ฐานะทางเศรษฐกิจ พื้นฐานทางด้านจิตใจ ประสบการณ์และความชำนาญเฉพาะตน หรือ พรสวรรค์ที่มีอยู่ น่าจะสอดคล้องกับการเป็นนักลงทุนประเภทใดมากที่สุด ผู้น้อยขอยืนยันว่า นักลงทุนทั้ง 4 ประเภทนี้มีศักยภาพที่จะประสบความสำเร็จในการลงทุนได้ไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน อยู่ที่การตัดสินใจว่าจะเป็นนักลงทุนแบบใดที่จะเข้ากับอัธยาศัยของตนมากที่สุดเท่านั้น ตำราบางเล่มมุ่งที่จะให้นักลงทุนทุกคนเป็นประเภท ‘ทุนมาก ไม่ชอบเสี่ยง’ หรือ ‘ทุนน้อย ไม่ชอบเสี่ยง’ ทว่าผู้น้อยเห็นว่าจะเป็นนักลงทุนประเภทใดก็รวยได้ไม่แพ้กัน ขอเพียงพัฒนาทักษะการรุก รับ ถอยเฉพาะตนให้ชำนาญและสอดคล้องกับตัวตนของตนเองให้มากที่สุดเท่านั้นพอ เริ่มจะออกไปทางปรัชญาสักหน่อย ทว่าก็เป็นเช่นนั้นจริงๆ เพราะนักลงทุนอย่างจอร์จ โซรอส หรือ วอร์เรน บัฟเฟตต์ ต่างก็มีแนวทางการลงทุนของตน ซึ่งก็ทำให้เป็นเศรษฐีระดับโลกได้เหมือนกัน
ส่วนจะรวยมากน้อยกว่ากันเพียงใดนั้นไม่สำคัญ เพราะถ้าเป็นเศรษฐีระดับที่ใช้เงินไม่หมดในชาตินี้ ผู้น้อยก็ถือว่ารวยเท่ากัน คนหนึ่งมุ่งแสวงหาผลตอบแทนจากการเก็งกำไรเมื่อโอกาสมาถึง ขณะที่อีกคนหนึ่งมุ่งแสวงหาผลตอบแทนจากปัจจัยพื้นฐานอันแข็งแกร่งที่คนส่วนใหญ่คลาดสายตา ทว่าผลลัพธ์ที่ออกมาคือ ‘รวยทั้งคู่’ และรวยในระดับที่ใช้เท่าไรก็ไม่หมด จึ่งเป็นดั่งสุภาษิตจีนที่ว่า ‘ไม่ว่าแมวสีใด จับหนูได้เหมือนกัน’ ซึ่งท่านประธาน ‘เติ้ง เสี่ยวผิง’ ผู้ล่วงลับเคยนำมากล่าวเมื่อครั้งนำระบบเศรษฐกิจแบบทุนนิยมมาใช้ควบคู่กับระบอบการปกครองแบบคอมมิวนิสต์ (นั่นแนะ!ไม่วายแถมความรู้ประวัติศาสตร์เข้าไปอีก) ดังนั้น ไม่ว่านายท่านจะเป็นนักลงทุนประเภทใด หรือ ตัดสินใจที่จะเป็นนักลงทุนประเภทใด ขอให้เป็นแมวที่จับหนูได้ก็พอ คือ เป็นนักลงทุนที่ประสบชัยชนะอย่างยั่งยืนในตลาดหุ้นไทยนั่นเอง
เมื่อทราบและแน่ใจแล้วว่า ตนเองเป็นนักลงทุนประเภทใด ตอนหน้า ผู้น้อยขอเชิญพบกับการพัฒนากลยุทธ์การลงทุนที่สอดคล้องกับนักลงทุนแต่ละประเภท วอนนายท่านติดตาม สวัสดี........
วันอังคารที่ 9 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553
เส้นทาง “ไหว้พระ 9 วัด” จังหวัดนครราชสีมา
วัดเทพพิทักษ์ปุณณราม – วัดถ้ำไตรรัตน์ – มูลนิธิสมเด็จพุฒจารย์ (โต พรหมรังสี)
– วัดธรรมจักรเสมาราม – วัดบ้านไร่ – วัดป่าสาละวัน
– วัดพายัพ – วัดพระนารายณ์มหาราช – วัดศาลาลอย
1. วัดเทพพิทักษ์ปุณณาราม ต.กลางดง อ.ปากช่อง จ.นครราชสีมา
ตั้งอยู่บริเวณเขาสีเสียดอ้า ต.กลางดง อ.ปากช่อง จ.นครราชสีมา แยกทางหลวงหมายเลข 2 (มาจากกรุงเทพฯ) หลักกิโลเมตรที่ 105 ไปตามทางลาดอีก 3 กม. เป็นวัดที่ประดิษฐาน “พระพุทธสกลสีมามงคล” ซึ่งเป็นชื่อที่ได้รับพระราชทานจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ชาวบ้านทั่วไปมักเรียก “หลวงพ่อขาว” หรือ “หลวงพ่อใหญ่” ปัจจุบันมีพระครูพิทักษ์มัชฌิมา เป็นเจ้าอาวาส
หลวงพ่อขาว ตั้งเด่นตระหง่านอยู่บนยอดเขาสูงจากระดับพื้นดิน 112 เมตร มองเห็นได้จากถนนมิตรภาพสร้างด้วยคอนกรีตเสริมเหล็ก น้ำหนักรวมทั้งสิ้นประมาณ 3,000 ตัน มีขนาดหน้าตักกว้าง 27.5 เมตร สูง 45 เมตรหรือ 13 วา 2 ศอก 1 คืบ ทางขึ้นไปยังองค์พระพุทธรูปมีบันได 2 ทาง คือทางซ้ายและทางขวาขององค์พระพุทธรูป สร้างโค้งเว้าในบักษณะรูปใบโพธิ์ บันไดทั้งหมด 1,250 ขั้น หมายถึงจำนวนพระอรหันต์ไปชุมนุมกันโดยมิได้นัดหมายในวันมาฆะบูชา พระพุทธรูปประดิษฐานอยู่เหนือพื้นดิน 112 เมตร หรือ 56 หมายถึงพระพุทธคุณ 56 ประการ พระองค์สูง 45 เมตร หมายถึงพระพุทธองค์โปรดเนไวยสัตว์ 45 พรรษา หรือเรียกว่า ทรงทำพุทธกิจอยู่ 45 พรรษา หงัจากที่ตรัสรู้แล้ว
พุทธศาสนิกชน และประชาชนทั่วไป สามารถร่วมทำบุญตักบาตร ในช่วงเทศกาลว่งท้ายปีเก่า ต้อนรับปีใหม่ได้
2. วัดถ้ำไตรรัตน์ ต.หนองน้ำแดง อ.ปากช่อง จ.นครราชสีมา
ตั้งอยู่บริเวณถนนมิตรภาพ กม.ที่ 161 (ห่างจากฟาร์มโชคชัย 1 กม.) ภายในบริเวณวัด มีถ้ำศักดิ์สิทธิ์เรียกว่า “ถ้ำแก้วสารพัดนึก” (Magic Cave Land) ดินแดนมหัศจรรย์แห่งมนุษย์ถ้ำ 4,000 ปี ในอดีตเคยเป็นสถานที่พำนักของเกจิอาจารย์ดังหลายท่าน อาทิเช่น หลวงปู่ดุลย์ อตุโล, หลวงปู่โชติ คุณสัมปันโน, หลวงพ่อเพิ่ม บารมี โดยแบ่งเป็น 5 โซน คือโซนที่ 1 เรียกว่าถ้ำ “แก้วสารพัดนึก” โซนที่ 2 เรียกว่า “ถ้ำพระพุทธ” โซนที่ 3 ท่านจะได้พบกับ “โครงกระดูกพระฤาษี” โซนที่ 4 เดินทางผ่าน “ประตูมังกร” และโซนที่ 5 เป็น “พิพิธภัณฑ์หินและโรงภาพยนตร์ถ้ำ”
นักท่องเที่ยวสามารถเยี่ยมชมและร่วมทำบุญ หากมาเป็นหมู่คณะ สามารถติดต่อล่วงหน้าได้ที่
โทร. 08 9445 6896, 08 9385 2616, 08 3369 5109
3. มูลนิธิสมเด็จพุฒจารย์ (โต พรหมรังสี) เมตตาบารมี อ.สีคิ้ว จ.นครราชสีมา
ตั้งอยู่ริมถนนมิตรภาพ (ขาเข้า) ก่อสร้างโดยคุณสรพงศ์ ชาตรี ประธานกรรมการมูลนิธิ และประชาชนผู้มีจิต ศรัทธา ร่วมกันบริจาคทุนทรัพย์ก่อสร้างบนเนื้อที่ 120 ไร่ รูปเหมือนสมเด็จพุฒจารย์ (โต พรหมรังสี) นับว่าเป็นรูปหล่อที่ใหญ่ที่สุดในโลก ขนาดหน้าตักกว้าง 8 เมตร 1 นิ้ว สูง 13 เมตร หนัก 31 ตัน ขณะนี้ดำเนินการก่อสร้างยอดมณฑปครอบองค์หลวงพ่อ และได้จัดสร้างมหาวิหารเป็นแบบกุฎาคาร (เรือนยอดเจดีย์เพื่อประดิษฐานพระพุทธรูป) และศาลาทานบารมี มีการจัดภูมิทัศน์ส่วนต่างๆ ตามความเหมาะสม เช่น สระน้ำ สวนหิน สวนต้นไม้ ที่สวยงามไว้รองรับ ที่นี่ยังมีโรงทานไว้สำหรับผู้มาทำบุญด้วย
นักท่องเที่ยวสามารถมากราบนมัสการหลวงพ่อโต ได้ตั้งแต่เวลา 06.00-18.00 น.
ติดต่อคุณสรพงศ์ ชาตรี และคุณดวงเดือน จิไธสงค์ โทร. 08 1911 0626
4. วัดธรรมจักรเสมาราม บ้านคลองขวาง ม.3 ต.เสมา อ.สูงเนิน จ.นครราชสีมา
อยู่ห่างจากตัว อ.สูงเนิน ไปทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือ ประมาณ 5 กม. ณ วัดแห่งนี้เป็นที่ประดิษฐานพระพุทธไสยาสน์ หรือพระนอนหินทราย เป็นพระพุทธรูปสร้างขึ้นในสมัยทวาราวดี มีอายุประมาณ 1,200 ปี สร้างขึ้นเมื่อราวพุทธศตวรรษที่ 13 โดยนำหินทรายขนาดใหญ่หลายๆ ก้อนมาประกบเข้าด้วยกัน มีความยาว 13.30 เมตร สูง 2.80 เมตร หันเศียรไปทางทิศใต้ พระพักตร์ค่อนข้างเหลี่ยม พระขนงสลักเป็รสันนูนรูปปีกกา พระเนตรเหลือบลงต่ำ พระนาสิกค่อนข้างกว้าง ทรงแย้มพระสรวล มุมพระโอษชี้ขึ้น ขมวดพระเกศาเป็นรูปก้นหอย ด้านหลังพระเศียรเป็นเพียงรอยสลักหินไว้อย่างคร่าวๆ ส่วนพระศอเป็นหินทรายก่อนหนึ่งเป็นรูปกลมหนา 36 ซม. เส้นผ่าศูนย์กลาง 90 ซม. ภายหลังการขุดแต่งได้พบพระศอเพิ่มขึ้นอีกชิ้นหนึ่ง ตกอยู่ด้านหน้าพระพักจร์ จึงได้นำมาต่อเป็นรูปเดิม พระหัตถ์ขวารองอยู่ใต้พระเศียร คลองจีวรห่มคลุมปลายพระบาทเสมอกัน พระพุทธองค์ประดิษฐานอยู่ในอาคารกิ่อิฐรูปสี่เหลี่ยมพืนผ้า
ภายในวัดยังมีพระธรรมจักรที่สร้างขึ้นด้วยศิลปะทวาราวดี ที่พบเป็นธรรมจักรแบบทึบ คือแกะสลักให้เป็นรูปซี่กงล้อเส้นผ่าศูนย์กลาง 1.41 เมตร ตรงแกนกลางกว้าง 31 ซม. ตอนล่างของธรรมจักรมีลายสลักเป็นรูปหัวสิงห์ ซึ่งลายเช่นนี้ได้รับอิทธิพลมาจากศิลปะศรีวิชัย
นักท่องเที่ยวสามารถเข้านมัสการและร่วมทำบุญปีใหม่ ติดต่อที่ โทร. 08 9946 0146
5. วัดบ้านไร่ อ.ด่านขุนทด จ.นครราชสีมา
ถือเป็นวัดที่มีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักทั่วไป ด้วยเป็นวัดที่มีสุดยิดเกจิอาจารย์แห่งยุคเป็นเจ้าอาวาส คือพระเทพวิทยาคม หรือ หลวงพ่อคูณ ปริสุทโธ วัดบ้านไร่ นอกจากจะเลื่องชื่อในพุทธคุณของท่านหลวงพ่อคูณแล้ว ยังมีโบสถ์ที่สวยงาม ทั้งในเรื่องของวัสดุ ลวดลายแกะสลัก และประโยชน์ต่อการใช้สอย ที่เป็นทั้งโบสถ์และศาลาการเปรียญในศาสนสถานเดียวกัน
นักท่องเที่ยวสามารถเข้ามากราบนมัสการหลวงพ่อคูณ และร่วมทำบุญตักบาตรในช่วงปีใหม่ร่วมกับชาวบ้าน และรัพรหลวงพ่อคูณ ติดต่อได้ที่ โทร. 0 4425 3113, 08 6871 6764 (คุณบรรจบ ศิลปชัย)
6. วัดป่าสาละวัน ต.ในเมือง อ.เมือง จ.นครราชสีมา
อยู่หลังสถานีรถไฟนครราชสีมา ใกล้ศูนย์การศึกษานอกโรงเรียนจังหวัดนครราชสีมา เป็นวัดเก่าแก่ และมีบูรพาจารย์เจดีย์ ซึ่งเป็นที่ประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุ และเป็นที่เก็บอัฐิของบูรพาจารย์ทั้ง 5 อันได้แก่ หลวงปู่มั่น ภูริทัตโต, หลวงปู่เสาร์, หลวงปู่สิงห์, พระอาจารย์พร และหลวงพ่อพุทธ ฐานิโย
วันที่ 6 – 8 กุมภาพันธ์ ของทุกปี จะมีการจัดงานปฏิบัติธรรมบำเพ็ญกุศลถวายหลวงพ่อพุทธ ฐานิโย เนื่องในโอกาสครบรอบวันเกิด ณ วัดวะภูแก้ว อ.สูงเนิน จ.นครราชสีมา สนใจรายละเอียดติดต่อ ดร. ดาราวรรณ โทร 08 1120 2554
วันที่ 14 – 16 พฤษภาคม ของทุกปี มีการจัดงานปฏิบัติธรรมบำเพ็ญกุศลถวายหลวงพ่อพุทธ ฐานิโย เนื่องในโอกาสครบรอบวันมรณภาพ สนใจรายละเอียดติดต่อ สำนักงานวัดป่าสาลวัน โทร. 0 4425 4402
วันที่ 30 พฤศจิกายน – 3 ธันวาคม ของทุกปี การจัดงานปฏิบัติธรรมบำเพ็ญกุศลถวายแด่พระบูรพาจารย์ พระอาจารย์มั่น ภูริทัตโต, พระอาจารย์เสาร์, พระอาจารย์สิงห์, พระอาจารย์พร และหลวงพ่อพุทธ ฐานิโย ซึ่งมีพระสงฆ์จำนวนมากมาร่วมในงาน สนใจรายละเอียดติดต่อ สำนักงานวัดป่าสาลวัน โทร. 04425 4402
7. วัดพายัพ ต.ในเมือง อ.เมือง จ.นครราชสีมา
เป็นวัดเก่าแก่แห่งหนึ่ง สังกัดคณะสงฆ์มหานิกาย ตั้งอยู่บริเวณถนนชุมพล-พลแสน ก่อตั้งเมื่อง พ.ศ. 2200 ไม่สามารถระบุได้ว่าใครเป็นผู้สร้าง ต่อมาเมื่อสมเด็จพระนารายณ์มหาราชทรงสร้างเมืองนครราชสีมาเสร็จ จึงได้ทรงบูรณะวัดที่อยู่ในกำแพงเมืองนครราชสีมาที่มีอยู่ทั้ง 6 วัด ซึ่งหนึ่งในนั้นคือวัดพายัพ ปัจจุบันวัดพายัพ นอกจากจะมีอาคารเสนาสนะและพระพุทธรูปปางต่างๆ มากมายแล้วนั้น ยังมีถ้ำจำลองไว้ภายในวัดอีกด้วย โดยนำหินงอก หินย้อย ซึ่งหักพังจากที่อื่นๆ มาประดับให้ใกล้เคียงกับถ้ำจริงได้อย่างงกงาม จนกลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวอีกแห่งหนึ่งของจังหวัดนครราชสีมา มีพระราชวิมลโมลี เป็นเจ้าอาวาสองค์ปัจจุบัน
8. วัดพระนารายณ์มหาราช ถ.จอมพล อ.เมือง จ.นครราชสีมา
เป็นวัดเก่าแก่แห่งหนึ่ง สังกัดคณะสงฆ์มหานิกาย ก่อตั้งเมื่อ พ.ศ. 2199 เป็นวัดที่อยู่กลางเมือง จึงมีชื่อว่าวัดกลาง ต่อมาเมื่อปี พ.ศ. 2487 ได้รับพระราชทานยกขึ้นเป็นพระอารามหลวง มีนามเต็มว่าวัดกลางวรวิหาร ต่อมาปี พ.ศ. 2491 วัดได้รับพระราชทานนามใหม่ว่า วัดพระนารายณ์มหาราช วัดนี้เคยเป็นที่กระทำพิธีถือน้ำพิพัฒน์สัตยา และเคยเป็นที่ตั้งอนุสาวรีย์บรรจุอัฐิของท้าวสุรนารีย์ มีพระธรรมวรนายก เป็นเจ้าอาวาสและเป็นเจ้าคณะจังหวัดนครราชสีมา
บริเวณใกล้เคียงวัด มีศาลพระนารายณ์ ภายในศาลมีเทวรูป 3 องค์คือ พระอิศวร พระนารายณ์ และพระพิฆเนศวร และเทวรูปอื่นๆ อีกหลายองค์ แต่ชาวเมืองเรียกว่า พระนารายณ์ พระนเรศ พระคเณศ เทวรูปทั้ง 3 องค์นี้ เป็นที่เคารพสักการะบูชาของชาวเมืองนครราชสีมา
9. วัดศาลาลอย ต.ในเมือง อ.เมือง จ.นครราชสีมา
เป็นวัดเก่าแก่อีกแห่งหนึ่งของจังหวัดนครราชสีมา ตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือของตัวเมือง มีทางเข้าจากถนนรอบเมืองเข้าไปประมาณ 500 เมตร อยู่ติดกับลำตะคอง ซึ่งไหลลงสู่แม่น้ำมูล ท้าวสุรนารีกับท่านปลัดสามสร้างขึ้นเมือปี พ.ศ. 2370 ปัจจุบันได้ปรับปรุงพระอุโบสถจนมีความงดงามแปลกตา เป็นลักษณะศิลปะประยุกต์ สร้างเป็นรูปสำเภาโต้คลื่น ใช้วัสดุพื้นเมืองคือใช้กระเบื้องดินเผาด่านเกวียน ด้านหน้าพระอุโบสถเป็นสระน้ำ มีศาลากลางสระน้ำ มีรูปปูนปั้นคุณหญิงโมนั่งพนมมือ สำหรับกำแพงแก้วเป็นรูปเสมา สัญลักษณ์ ของเมืองเสมาเดิม เป็นที่ประดิษฐานอัฐิของท้าวสรุนารี
– วัดธรรมจักรเสมาราม – วัดบ้านไร่ – วัดป่าสาละวัน
– วัดพายัพ – วัดพระนารายณ์มหาราช – วัดศาลาลอย
1. วัดเทพพิทักษ์ปุณณาราม ต.กลางดง อ.ปากช่อง จ.นครราชสีมา
ตั้งอยู่บริเวณเขาสีเสียดอ้า ต.กลางดง อ.ปากช่อง จ.นครราชสีมา แยกทางหลวงหมายเลข 2 (มาจากกรุงเทพฯ) หลักกิโลเมตรที่ 105 ไปตามทางลาดอีก 3 กม. เป็นวัดที่ประดิษฐาน “พระพุทธสกลสีมามงคล” ซึ่งเป็นชื่อที่ได้รับพระราชทานจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ชาวบ้านทั่วไปมักเรียก “หลวงพ่อขาว” หรือ “หลวงพ่อใหญ่” ปัจจุบันมีพระครูพิทักษ์มัชฌิมา เป็นเจ้าอาวาส
หลวงพ่อขาว ตั้งเด่นตระหง่านอยู่บนยอดเขาสูงจากระดับพื้นดิน 112 เมตร มองเห็นได้จากถนนมิตรภาพสร้างด้วยคอนกรีตเสริมเหล็ก น้ำหนักรวมทั้งสิ้นประมาณ 3,000 ตัน มีขนาดหน้าตักกว้าง 27.5 เมตร สูง 45 เมตรหรือ 13 วา 2 ศอก 1 คืบ ทางขึ้นไปยังองค์พระพุทธรูปมีบันได 2 ทาง คือทางซ้ายและทางขวาขององค์พระพุทธรูป สร้างโค้งเว้าในบักษณะรูปใบโพธิ์ บันไดทั้งหมด 1,250 ขั้น หมายถึงจำนวนพระอรหันต์ไปชุมนุมกันโดยมิได้นัดหมายในวันมาฆะบูชา พระพุทธรูปประดิษฐานอยู่เหนือพื้นดิน 112 เมตร หรือ 56 หมายถึงพระพุทธคุณ 56 ประการ พระองค์สูง 45 เมตร หมายถึงพระพุทธองค์โปรดเนไวยสัตว์ 45 พรรษา หรือเรียกว่า ทรงทำพุทธกิจอยู่ 45 พรรษา หงัจากที่ตรัสรู้แล้ว
พุทธศาสนิกชน และประชาชนทั่วไป สามารถร่วมทำบุญตักบาตร ในช่วงเทศกาลว่งท้ายปีเก่า ต้อนรับปีใหม่ได้
2. วัดถ้ำไตรรัตน์ ต.หนองน้ำแดง อ.ปากช่อง จ.นครราชสีมา
ตั้งอยู่บริเวณถนนมิตรภาพ กม.ที่ 161 (ห่างจากฟาร์มโชคชัย 1 กม.) ภายในบริเวณวัด มีถ้ำศักดิ์สิทธิ์เรียกว่า “ถ้ำแก้วสารพัดนึก” (Magic Cave Land) ดินแดนมหัศจรรย์แห่งมนุษย์ถ้ำ 4,000 ปี ในอดีตเคยเป็นสถานที่พำนักของเกจิอาจารย์ดังหลายท่าน อาทิเช่น หลวงปู่ดุลย์ อตุโล, หลวงปู่โชติ คุณสัมปันโน, หลวงพ่อเพิ่ม บารมี โดยแบ่งเป็น 5 โซน คือโซนที่ 1 เรียกว่าถ้ำ “แก้วสารพัดนึก” โซนที่ 2 เรียกว่า “ถ้ำพระพุทธ” โซนที่ 3 ท่านจะได้พบกับ “โครงกระดูกพระฤาษี” โซนที่ 4 เดินทางผ่าน “ประตูมังกร” และโซนที่ 5 เป็น “พิพิธภัณฑ์หินและโรงภาพยนตร์ถ้ำ”
นักท่องเที่ยวสามารถเยี่ยมชมและร่วมทำบุญ หากมาเป็นหมู่คณะ สามารถติดต่อล่วงหน้าได้ที่
โทร. 08 9445 6896, 08 9385 2616, 08 3369 5109
3. มูลนิธิสมเด็จพุฒจารย์ (โต พรหมรังสี) เมตตาบารมี อ.สีคิ้ว จ.นครราชสีมา
ตั้งอยู่ริมถนนมิตรภาพ (ขาเข้า) ก่อสร้างโดยคุณสรพงศ์ ชาตรี ประธานกรรมการมูลนิธิ และประชาชนผู้มีจิต ศรัทธา ร่วมกันบริจาคทุนทรัพย์ก่อสร้างบนเนื้อที่ 120 ไร่ รูปเหมือนสมเด็จพุฒจารย์ (โต พรหมรังสี) นับว่าเป็นรูปหล่อที่ใหญ่ที่สุดในโลก ขนาดหน้าตักกว้าง 8 เมตร 1 นิ้ว สูง 13 เมตร หนัก 31 ตัน ขณะนี้ดำเนินการก่อสร้างยอดมณฑปครอบองค์หลวงพ่อ และได้จัดสร้างมหาวิหารเป็นแบบกุฎาคาร (เรือนยอดเจดีย์เพื่อประดิษฐานพระพุทธรูป) และศาลาทานบารมี มีการจัดภูมิทัศน์ส่วนต่างๆ ตามความเหมาะสม เช่น สระน้ำ สวนหิน สวนต้นไม้ ที่สวยงามไว้รองรับ ที่นี่ยังมีโรงทานไว้สำหรับผู้มาทำบุญด้วย
นักท่องเที่ยวสามารถมากราบนมัสการหลวงพ่อโต ได้ตั้งแต่เวลา 06.00-18.00 น.
ติดต่อคุณสรพงศ์ ชาตรี และคุณดวงเดือน จิไธสงค์ โทร. 08 1911 0626
4. วัดธรรมจักรเสมาราม บ้านคลองขวาง ม.3 ต.เสมา อ.สูงเนิน จ.นครราชสีมา
อยู่ห่างจากตัว อ.สูงเนิน ไปทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือ ประมาณ 5 กม. ณ วัดแห่งนี้เป็นที่ประดิษฐานพระพุทธไสยาสน์ หรือพระนอนหินทราย เป็นพระพุทธรูปสร้างขึ้นในสมัยทวาราวดี มีอายุประมาณ 1,200 ปี สร้างขึ้นเมื่อราวพุทธศตวรรษที่ 13 โดยนำหินทรายขนาดใหญ่หลายๆ ก้อนมาประกบเข้าด้วยกัน มีความยาว 13.30 เมตร สูง 2.80 เมตร หันเศียรไปทางทิศใต้ พระพักตร์ค่อนข้างเหลี่ยม พระขนงสลักเป็รสันนูนรูปปีกกา พระเนตรเหลือบลงต่ำ พระนาสิกค่อนข้างกว้าง ทรงแย้มพระสรวล มุมพระโอษชี้ขึ้น ขมวดพระเกศาเป็นรูปก้นหอย ด้านหลังพระเศียรเป็นเพียงรอยสลักหินไว้อย่างคร่าวๆ ส่วนพระศอเป็นหินทรายก่อนหนึ่งเป็นรูปกลมหนา 36 ซม. เส้นผ่าศูนย์กลาง 90 ซม. ภายหลังการขุดแต่งได้พบพระศอเพิ่มขึ้นอีกชิ้นหนึ่ง ตกอยู่ด้านหน้าพระพักจร์ จึงได้นำมาต่อเป็นรูปเดิม พระหัตถ์ขวารองอยู่ใต้พระเศียร คลองจีวรห่มคลุมปลายพระบาทเสมอกัน พระพุทธองค์ประดิษฐานอยู่ในอาคารกิ่อิฐรูปสี่เหลี่ยมพืนผ้า
ภายในวัดยังมีพระธรรมจักรที่สร้างขึ้นด้วยศิลปะทวาราวดี ที่พบเป็นธรรมจักรแบบทึบ คือแกะสลักให้เป็นรูปซี่กงล้อเส้นผ่าศูนย์กลาง 1.41 เมตร ตรงแกนกลางกว้าง 31 ซม. ตอนล่างของธรรมจักรมีลายสลักเป็นรูปหัวสิงห์ ซึ่งลายเช่นนี้ได้รับอิทธิพลมาจากศิลปะศรีวิชัย
นักท่องเที่ยวสามารถเข้านมัสการและร่วมทำบุญปีใหม่ ติดต่อที่ โทร. 08 9946 0146
5. วัดบ้านไร่ อ.ด่านขุนทด จ.นครราชสีมา
ถือเป็นวัดที่มีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักทั่วไป ด้วยเป็นวัดที่มีสุดยิดเกจิอาจารย์แห่งยุคเป็นเจ้าอาวาส คือพระเทพวิทยาคม หรือ หลวงพ่อคูณ ปริสุทโธ วัดบ้านไร่ นอกจากจะเลื่องชื่อในพุทธคุณของท่านหลวงพ่อคูณแล้ว ยังมีโบสถ์ที่สวยงาม ทั้งในเรื่องของวัสดุ ลวดลายแกะสลัก และประโยชน์ต่อการใช้สอย ที่เป็นทั้งโบสถ์และศาลาการเปรียญในศาสนสถานเดียวกัน
นักท่องเที่ยวสามารถเข้ามากราบนมัสการหลวงพ่อคูณ และร่วมทำบุญตักบาตรในช่วงปีใหม่ร่วมกับชาวบ้าน และรัพรหลวงพ่อคูณ ติดต่อได้ที่ โทร. 0 4425 3113, 08 6871 6764 (คุณบรรจบ ศิลปชัย)
6. วัดป่าสาละวัน ต.ในเมือง อ.เมือง จ.นครราชสีมา
อยู่หลังสถานีรถไฟนครราชสีมา ใกล้ศูนย์การศึกษานอกโรงเรียนจังหวัดนครราชสีมา เป็นวัดเก่าแก่ และมีบูรพาจารย์เจดีย์ ซึ่งเป็นที่ประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุ และเป็นที่เก็บอัฐิของบูรพาจารย์ทั้ง 5 อันได้แก่ หลวงปู่มั่น ภูริทัตโต, หลวงปู่เสาร์, หลวงปู่สิงห์, พระอาจารย์พร และหลวงพ่อพุทธ ฐานิโย
วันที่ 6 – 8 กุมภาพันธ์ ของทุกปี จะมีการจัดงานปฏิบัติธรรมบำเพ็ญกุศลถวายหลวงพ่อพุทธ ฐานิโย เนื่องในโอกาสครบรอบวันเกิด ณ วัดวะภูแก้ว อ.สูงเนิน จ.นครราชสีมา สนใจรายละเอียดติดต่อ ดร. ดาราวรรณ โทร 08 1120 2554
วันที่ 14 – 16 พฤษภาคม ของทุกปี มีการจัดงานปฏิบัติธรรมบำเพ็ญกุศลถวายหลวงพ่อพุทธ ฐานิโย เนื่องในโอกาสครบรอบวันมรณภาพ สนใจรายละเอียดติดต่อ สำนักงานวัดป่าสาลวัน โทร. 0 4425 4402
วันที่ 30 พฤศจิกายน – 3 ธันวาคม ของทุกปี การจัดงานปฏิบัติธรรมบำเพ็ญกุศลถวายแด่พระบูรพาจารย์ พระอาจารย์มั่น ภูริทัตโต, พระอาจารย์เสาร์, พระอาจารย์สิงห์, พระอาจารย์พร และหลวงพ่อพุทธ ฐานิโย ซึ่งมีพระสงฆ์จำนวนมากมาร่วมในงาน สนใจรายละเอียดติดต่อ สำนักงานวัดป่าสาลวัน โทร. 04425 4402
7. วัดพายัพ ต.ในเมือง อ.เมือง จ.นครราชสีมา
เป็นวัดเก่าแก่แห่งหนึ่ง สังกัดคณะสงฆ์มหานิกาย ตั้งอยู่บริเวณถนนชุมพล-พลแสน ก่อตั้งเมื่อง พ.ศ. 2200 ไม่สามารถระบุได้ว่าใครเป็นผู้สร้าง ต่อมาเมื่อสมเด็จพระนารายณ์มหาราชทรงสร้างเมืองนครราชสีมาเสร็จ จึงได้ทรงบูรณะวัดที่อยู่ในกำแพงเมืองนครราชสีมาที่มีอยู่ทั้ง 6 วัด ซึ่งหนึ่งในนั้นคือวัดพายัพ ปัจจุบันวัดพายัพ นอกจากจะมีอาคารเสนาสนะและพระพุทธรูปปางต่างๆ มากมายแล้วนั้น ยังมีถ้ำจำลองไว้ภายในวัดอีกด้วย โดยนำหินงอก หินย้อย ซึ่งหักพังจากที่อื่นๆ มาประดับให้ใกล้เคียงกับถ้ำจริงได้อย่างงกงาม จนกลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวอีกแห่งหนึ่งของจังหวัดนครราชสีมา มีพระราชวิมลโมลี เป็นเจ้าอาวาสองค์ปัจจุบัน
8. วัดพระนารายณ์มหาราช ถ.จอมพล อ.เมือง จ.นครราชสีมา
เป็นวัดเก่าแก่แห่งหนึ่ง สังกัดคณะสงฆ์มหานิกาย ก่อตั้งเมื่อ พ.ศ. 2199 เป็นวัดที่อยู่กลางเมือง จึงมีชื่อว่าวัดกลาง ต่อมาเมื่อปี พ.ศ. 2487 ได้รับพระราชทานยกขึ้นเป็นพระอารามหลวง มีนามเต็มว่าวัดกลางวรวิหาร ต่อมาปี พ.ศ. 2491 วัดได้รับพระราชทานนามใหม่ว่า วัดพระนารายณ์มหาราช วัดนี้เคยเป็นที่กระทำพิธีถือน้ำพิพัฒน์สัตยา และเคยเป็นที่ตั้งอนุสาวรีย์บรรจุอัฐิของท้าวสุรนารีย์ มีพระธรรมวรนายก เป็นเจ้าอาวาสและเป็นเจ้าคณะจังหวัดนครราชสีมา
บริเวณใกล้เคียงวัด มีศาลพระนารายณ์ ภายในศาลมีเทวรูป 3 องค์คือ พระอิศวร พระนารายณ์ และพระพิฆเนศวร และเทวรูปอื่นๆ อีกหลายองค์ แต่ชาวเมืองเรียกว่า พระนารายณ์ พระนเรศ พระคเณศ เทวรูปทั้ง 3 องค์นี้ เป็นที่เคารพสักการะบูชาของชาวเมืองนครราชสีมา
9. วัดศาลาลอย ต.ในเมือง อ.เมือง จ.นครราชสีมา
เป็นวัดเก่าแก่อีกแห่งหนึ่งของจังหวัดนครราชสีมา ตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือของตัวเมือง มีทางเข้าจากถนนรอบเมืองเข้าไปประมาณ 500 เมตร อยู่ติดกับลำตะคอง ซึ่งไหลลงสู่แม่น้ำมูล ท้าวสุรนารีกับท่านปลัดสามสร้างขึ้นเมือปี พ.ศ. 2370 ปัจจุบันได้ปรับปรุงพระอุโบสถจนมีความงดงามแปลกตา เป็นลักษณะศิลปะประยุกต์ สร้างเป็นรูปสำเภาโต้คลื่น ใช้วัสดุพื้นเมืองคือใช้กระเบื้องดินเผาด่านเกวียน ด้านหน้าพระอุโบสถเป็นสระน้ำ มีศาลากลางสระน้ำ มีรูปปูนปั้นคุณหญิงโมนั่งพนมมือ สำหรับกำแพงแก้วเป็นรูปเสมา สัญลักษณ์ ของเมืองเสมาเดิม เป็นที่ประดิษฐานอัฐิของท้าวสรุนารี
วิธีทำบุญ ได้บุญ แบบไม่ต้องใช้เงิน
ขอเสนอแนะ ๙ วิธีทำดี ได้บุญ แบบไม่ต้องใช้เงิน เพื่อเป็นแนวทางให้ท่านได้สะสมกุศลให้เพิ่มพูนขึ้น ดังต่อไปนี้
๑. ตื่นเช้าขึ้นมาก็คิดแต่สิ่งดีๆ ทันทีที่ตื่นนอน หากเราคิดถึงแต่สิ่งที่ดีที่งาม ก็จะทำให้เราสดชื่นกระตือรือร้น พร้อมที่จะรับมือกับชีวิตประจำวันด้วยความรื่นเริง ไม่หงุดหงิด โมโห แค่นี้ นอกจากเราจะมีความสุขแล้วคนรอบข้างเราก็มีความสุขไปด้วย ถือว่าเป็นการทำบุญอย่างหนึ่ง
๒. ยิ้มแย้มแจ่มใส ในแต่ละวัน หากเราจะรู้จักยิ้มแย้มแจ่มใส ไม่ว่าจะยิ้มกับคนรู้จักหรือไม่รู้จักก็ตาม หน้าตาของเราก็จะดูเป็นมิตร ทำให้คนอยากเข้าใกล้
๓. ทักทาย โอปราศรัย คนบางคน นอกจากจะไม่ยิ้มกับใครแล้ว ยังชอบทำหน้าบึ้งตึงไม่คิดจะพูดจาทักทายใครด้วย ซึ่งถ้าเกิดทำงานด้านบริการ คนมาติดต่อคงรู้สึกเกร็งและกังวล ตลอดว่าจะถูกเอ็ดตะโรเมื่อไรก็ไม่รู้ ดังนั้น นอกจากยิ้มแย้มแจ่มใสแล้ว เราก็ควรจะเอื้อนเอ่ยวาจาทักทายผู้มารับบริการก่อน การทักทายปราศรัยกับผู้อื่นไม่ว่าจะเป็นผู้มาขอรับบริการ เพื่อนฝูงคนรู้จัก จะทำให้เขารู้สึกเป็นมิตร และอบอุ่นใจ ทำให้บรรยากาศในที่นั้นๆ ดีขึ้น
>>อ่านต่อ<<
๑. ตื่นเช้าขึ้นมาก็คิดแต่สิ่งดีๆ ทันทีที่ตื่นนอน หากเราคิดถึงแต่สิ่งที่ดีที่งาม ก็จะทำให้เราสดชื่นกระตือรือร้น พร้อมที่จะรับมือกับชีวิตประจำวันด้วยความรื่นเริง ไม่หงุดหงิด โมโห แค่นี้ นอกจากเราจะมีความสุขแล้วคนรอบข้างเราก็มีความสุขไปด้วย ถือว่าเป็นการทำบุญอย่างหนึ่ง
๒. ยิ้มแย้มแจ่มใส ในแต่ละวัน หากเราจะรู้จักยิ้มแย้มแจ่มใส ไม่ว่าจะยิ้มกับคนรู้จักหรือไม่รู้จักก็ตาม หน้าตาของเราก็จะดูเป็นมิตร ทำให้คนอยากเข้าใกล้
๓. ทักทาย โอปราศรัย คนบางคน นอกจากจะไม่ยิ้มกับใครแล้ว ยังชอบทำหน้าบึ้งตึงไม่คิดจะพูดจาทักทายใครด้วย ซึ่งถ้าเกิดทำงานด้านบริการ คนมาติดต่อคงรู้สึกเกร็งและกังวล ตลอดว่าจะถูกเอ็ดตะโรเมื่อไรก็ไม่รู้ ดังนั้น นอกจากยิ้มแย้มแจ่มใสแล้ว เราก็ควรจะเอื้อนเอ่ยวาจาทักทายผู้มารับบริการก่อน การทักทายปราศรัยกับผู้อื่นไม่ว่าจะเป็นผู้มาขอรับบริการ เพื่อนฝูงคนรู้จัก จะทำให้เขารู้สึกเป็นมิตร และอบอุ่นใจ ทำให้บรรยากาศในที่นั้นๆ ดีขึ้น
>>อ่านต่อ<<
วันเสาร์ที่ 6 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553
แหวนเสริมดวง
แหวนเสริมดวง
- เลือกสวมแหวนที่ถูกโฉลกกับเดือนเกิดหรือวันเกิดเพื่อเสริมโชคดีให้ชีวิต
- ถ้าอยากเสริมดวงการเงิน - ควรสวมแหวนทอง, แหวนเงิน, แหวนหยก และแหวนหัวพลอยสีที่ถูโฉลก
- ถ้าอยากเสริมดวงความรัก-ให้สวมแหวนรูปหัวใจ, รูปดาว, แหวนเพชร, เทอร์ควอยส์ก็ได้
- ส่วนแหวนลูกปัดและหินสีต่างๆ จะช่วยเสริมดวงเสน่ห์
การสวมแหวน
- สวมแหวนนิ้วกลาง ข้างขวา - เสริมดวงการเงินและบารมี
- สวมแหวนนิ้วนาง หรือ นิ้วก้อย - เสริมเสน่ห์และเสริมดวงความรัก
เทคนิคการใส่แหวนให้โชคดี
- ถ้าอยากให้มีความรักมั่นคง ต้องสวมแหวนที่ตรงหัวใจ คือนิ้วนางข้างขวา
- ถ้าอยากให้โชคดีเรื่องความรัก ต้องสวมแหวนที่นิ้วก้อยข้างซ้าย
- ถ้าอยากให้คนนั้นสนใจต้องสวมแหวนที่นิ้วชี้ข้างขวา
- ถ้าอยากให้โชคดีมีความราบรื่นในเรื่องต่างๆ ต้องสวมแหวนที่นิ้วนางข้างขวา
- ถ้าอยากให้ปลอดภัยจากสิ่งชั่วร้าย ต้องสวมแหวนที่นิ้วกลางข้างขวา
- ถ้าอยากให้โชคดีในเรื่องการเงิน ต้องสวมแหวนที่นิ้วกลางข้างขวา
- ถ้าอยากมีเสน่ห์ไม่เหมือนใคร ต้องสวมแหวนที่นิ้วก้อยข้างขวา
- ถ้าอยากมีคนชอบมากๆ ต้องสวมแหวนที่นิ้วหัวแม่มือข้างขวาหรือซ้ายก็ใด้
- เลือกสวมแหวนที่ถูกโฉลกกับเดือนเกิดหรือวันเกิดเพื่อเสริมโชคดีให้ชีวิต
- ถ้าอยากเสริมดวงการเงิน - ควรสวมแหวนทอง, แหวนเงิน, แหวนหยก และแหวนหัวพลอยสีที่ถูโฉลก
- ถ้าอยากเสริมดวงความรัก-ให้สวมแหวนรูปหัวใจ, รูปดาว, แหวนเพชร, เทอร์ควอยส์ก็ได้
- ส่วนแหวนลูกปัดและหินสีต่างๆ จะช่วยเสริมดวงเสน่ห์
การสวมแหวน
- สวมแหวนนิ้วกลาง ข้างขวา - เสริมดวงการเงินและบารมี
- สวมแหวนนิ้วนาง หรือ นิ้วก้อย - เสริมเสน่ห์และเสริมดวงความรัก
เทคนิคการใส่แหวนให้โชคดี
- ถ้าอยากให้มีความรักมั่นคง ต้องสวมแหวนที่ตรงหัวใจ คือนิ้วนางข้างขวา
- ถ้าอยากให้โชคดีเรื่องความรัก ต้องสวมแหวนที่นิ้วก้อยข้างซ้าย
- ถ้าอยากให้คนนั้นสนใจต้องสวมแหวนที่นิ้วชี้ข้างขวา
- ถ้าอยากให้โชคดีมีความราบรื่นในเรื่องต่างๆ ต้องสวมแหวนที่นิ้วนางข้างขวา
- ถ้าอยากให้ปลอดภัยจากสิ่งชั่วร้าย ต้องสวมแหวนที่นิ้วกลางข้างขวา
- ถ้าอยากให้โชคดีในเรื่องการเงิน ต้องสวมแหวนที่นิ้วกลางข้างขวา
- ถ้าอยากมีเสน่ห์ไม่เหมือนใคร ต้องสวมแหวนที่นิ้วก้อยข้างขวา
- ถ้าอยากมีคนชอบมากๆ ต้องสวมแหวนที่นิ้วหัวแม่มือข้างขวาหรือซ้ายก็ใด้
วันเสาร์ที่ 30 มกราคม พ.ศ. 2553
เมื่อลืมแก้บน
เมื่อวันวิสาขบูชาที่ ๘ พฤษภาคม ๒๕๓๓ หลวงพ่อได้เตือนผู้ที่เคยบนไว้ แต่ลืมแก้บนและจำไม่ได้ว่าบนอะไรไว้บ้าง ให้จัดของแก้บนดังนี้
๑. บายศรีปากชาม ๗ ชั้น
๒. ข้าวปากหม้อ
๓. ไก่ต้ม ๑ ตัว
๔. หัวหมู ๑ หัว
ท่านให้ปูผ้าขาวตั้งเครื่องสังเวยเหล่านี้บนโต๊ะกลางแจ้ง จุดธูปเทียนอธิษฐาน ขอให้ท่านผู้มีพระคุณได้โปรดรับเครื่องสังเวยที่ข้าพเจ้าได้เคยบนไว้ และขอให้อดโทษแก่ข้าพเจ้าตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไปเถิด
๑. บายศรีปากชาม ๗ ชั้น
๒. ข้าวปากหม้อ
๓. ไก่ต้ม ๑ ตัว
๔. หัวหมู ๑ หัว
ท่านให้ปูผ้าขาวตั้งเครื่องสังเวยเหล่านี้บนโต๊ะกลางแจ้ง จุดธูปเทียนอธิษฐาน ขอให้ท่านผู้มีพระคุณได้โปรดรับเครื่องสังเวยที่ข้าพเจ้าได้เคยบนไว้ และขอให้อดโทษแก่ข้าพเจ้าตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไปเถิด
วิธีละความโกรธ..
ความโกรธเมื่อเกิดขึ้นแก่ผู้ใด ทำให้จิตของคนนั้นเร่าร้อน เป็นทุกข์ ไม่สบายใจ นอนไม่หลับ ฝันร้าย ถ้าโกรธมากๆ อาจทำให้ต้องไปฆ่าผู้อื่น ติดคุกติดตารางเป็นทุกข์ทั้งแก่ตัวเอง ทั้งแก่ผู้อื่น จะเจริญเมตตาจิตก็ลำบาก เพราะเมื่อเจริญไปแก่ผู้ที่เราโกรธอยู่ ก็เจริญไม่ขึ้น แต่ถ้าเราละความโกรธได้ เราก็สุข ดังพระบาลีว่า " โกธํ ฆตฺวา สุขํ เสสีติ " แปลว่า " ฆ่าความโกรธได้แล้วย่อมอยู่เป็นสุข " ฉะนั้น อาตมาจะได้นำวิธีละความโกรธที่ท่านแสดงไว้ใน " คัมภีร์วิสุทธิมรรค " มาแนะนำท่านผู้อ่าน มีถึง ๙ วิธี
๑. ระลึกถึงโทษของความโกรธ
บุคคลผู้มักโกรธนี้ ถูกความโกรธครอบงำแล้ว โกรธเต็มประดา ย่อมประพฤติชั่วด้วยกาย ด้วยวาจา ด้วยใจ ครั้นประพฤติชั่วด้วยกายวาจาใจแล้ว ย่อมเดือดร้อนในโลกนี้ ตายไปแล้วย่อมเกิดในอบายภูมิทั้ง ๔ ภูมิ หรือเราจะระลึกถึงโอวาทที่พระพุทธเจ้าทรงสอน เช่นว่า " ผู้ใดโกรธตอบผู้ที่โกรธ ( ก่อน ) เพราะเหตุที่โกรธตอบนั้น ผู้นั้นกลับเลวกว่าผู้ที่โกรธ ( ก่อน ) นั้นเสียอีก ผู้ไม่โกรธตอบผู้โกรธ ( ก่อน ) ซึ่งว่าชนะสงครามที่ชนะได้ยาก ผู้ใดรู้ว่าผู้อื่นโกรธขึ้นมาแล้วสติระงับใจเสียได้ ( ไม่โกรธตอบ ) ผู้นั้นชื่อว่าประพฤติเป็นประโยชน์ด้วยกันทั้ง ๒ ฝ่าย คือทั้งฝ่ายตนและฝ่ายผู้อื่น และผู้ที่มัวโกรธอยู่อย่างนี้ ไม่ชื่อว่าเป็นผู้ทำตามคำสอนของพระผู้มีพระภาคเจ้าด้วย "
๒. ระลึกถึงความดีของเขา
ถ้าวิธี ๑ ไม่สำเร็จ ลองวิธีที่ ๒ คือระลึกถึงความดีของเขา เพราะบางคนความประพฤติทางกาย เขาปฏิบัติดีเป็นอันมาก ชนทั้งปวงก็รู้ได้ แต่วาจาและใจไม่เรียบร้อย เราก็ระลึกถึงแต่ความดีทางกายของเขาอย่างเดียว บางคนดีทางวาจาอย่งเดียว พูดจาอ่อนหวาน พูดให้คนอื่นสบายใจมีหน้าชื่อบาน ทักก่อน แต่ความประพฤติทางกายและใจไม่เรียบร้อย เราก็อย่าคิดถึงทางกายและใจ ระลึกถึงแต่ความดีทางวาจาอย่างเดียว บางคนดีทางใจเท่านั้น ความเรียบร้อยทางใจของเขานั้น ปรากฏแก่ชนทั้งปวงในการทำกิจต่างๆ เช่น การไหว้พระเจดีย์ เขาย่อมไหว้โดยเคารพไม่นั่งใจลอย โงกง่วงอยู่ในที่ฟังธรรม เราก็ระลึกถึงแต่ความเรียบร้อยทางใจของเขาอย่างเดียวเถิด สำหรับบางคนประพฤติไม่ดีทั้งทางกาย วาจา ใจ เราควรตั้งความกรุณาในบุคคลนั้นด้วยเถิด ( สงสาร ) " เวลานี้เขาอยู่ในโลกมนุษย์แต่ว่าอีกไม่นาน เขาก็ต้องไปเพิ่มให้หมานรกทั้ง ๘ ขุม เต็มขึ้น เมื่อทำใจเช่นนี้ ความอาฆาต โกรธแค้น ย่อมระงับลงได้ เพราะอาศัยความกรุณา "
๓. พึงสอนตนว่า " ความโกรธคือการทำความทุกข์ให้ตนเอง "
เช่นว่า " เจ้าไปพะนอความโกรธ อันเป็นตัวตัดมูลรากของศีลทั้งหลายที่เจ้ารักษาเสีย ขอถามหน่อย ใครโง่เหมือนเจ้าบ้างเล่า เจ้าโกรธว่า คนอื่นทำกรรมป่าเถื่อน ( กรรมชั่ว ) ให้อย่างไรหนอ เจ้าจึงปรารถนาจะทำกรรมเช่นเดียวกันนั้นเสียเองเล่า ถ้าคนอื่นอยากให้เจ้าโกรธ จึงทำความไม่พอใจให้ไฉนเจ้าจึงจะช่วยทำความตั้งใจของเขาให้สำเร็จ โดยปล่อยให้ความโกรธเกิดขึ้นเล่า น่าตำหนิ เจ้าโกรธแล้วจักได้ทำทุกข์ให้แก่เขาหรือไม่ก็ตาม แต่เดี๋ยวนี้ เจ้าก็ได้เบียดเบียนตนเองด้วยความโกรธทุกข์ ( ความทุกข์ใจเพราะความโกรธ )อยู่แท้ๆ
๔. พิจารณาความที่สัตว์ทั้งหลายมีกรรมเป็นของ ๆ ตน
ถ้ายังไม่หายโกรธ พึงพิจารณาให้เห็นว่าตนและคนอื่นต่างมีกรรมเป็นของ ๆ ตน เช่นว่า เจ้าโกรธเขาแล้ว เจ้าจักทำอะไร กรรมที่มีโทสะเป็นเหตุ จักเป็นไปเพื่อความเสื่อมเสียแก่ตัวเจ้าเองมิใช่หรือ เจ้าจักทำกรรมใดไว้ เจ้าจะต้องเป็นผู้รับผลของกรรมนั้น กรรมอันนี้จะสามารถให้สมบัติทั้งหลายมีความเป็นพระราชา พระอินทร์ เป็นต้น ก็หามิได้เลย กรรมนี้มีแต่จะทำให้เจ้าเสวยทุกข์ในเรือนจำ ทุกข์ในนรกเป็นต้น อย่างนี้แล้วจึงพิจารณาถึงฝ่ายคนอื่นบ้าง ดังที่พิจารณาในฝ่ายตน
๕. พิจารณาถึงความประพฤติในกาลก่อนของพระศาสดา
เช่นว่า พระศาสดาของเจ้าในกาลก่อนแต่การตรัสรู้แม้เป็นพระโพธิสัตว์ ทรงบำเพ็ญพระบารมีอยู่ตลอด ๔ อสงไขยกับแสนกัป มิได้ทรงยังจิตให้คิดประทุษร้ายในบุคคลทั้งหลายผู้เป็นศัตรู แม้เป็นผู้ปลงพระชนม์เอาในชาตินั้น เช่น ใน ขันติวาทีชาดก พระโพธิสัตว์ เมื่อพระราชาพระนามว่ากลาพุ ผู้โง่เขาถามว่า สมณะ แกกล่าววาทะอะไร ตอบว่า อาตมากล่าววาทะคือขันติ ( ความอดทน ) ถูกโบยด้วยหวายทั้งหนามแล้ว ตัดมือและเท้าเสีย ก็ทรงมิได้ทำแม้แต่อาการขุ่นเคือง หรือ เรื่องใน มหากปิชาดก พระโพธิสัตว์สัตว์เกิดเป็นกระบี่ใหญ่ ( ลิง ) เมื่อถูกชายผู้หนึ่งผู้ที่ตนเองช่วยฉุดขึ้นจากเหวรอดชีวิตแล้ว ยังคิดร้ายว่า " ลิงนี่ก็เป็นอาหารของพวกมนุษย์เหมือนสัตว์ป่าอื่น ๆ ในป่านั่งเอง อย่ากระนั้นเลย เราก็หิวแล้ว .ฆ่าลิงตัวนี้กินเสียเถิดน่ะ เราก็อิ่มแล้ว จะถือเอาเนื้อมันเป็นเสบียงไปด้วย เมื่อเป็นเช่นนี้ เราก็จักข้ามทางกันดารไปได้เสบียงก็จักมีแก่เราด้วย " ดังนี้แล้ว ยกก้อนหินทุ่มหัวเอากระบี่ใหญ่ก็ยังมองชายนั้น ด้วยดวงตาอันนองด้วยน้ำตา กล่าวกะเขาด้วยดีว่า นายจ๋า นายอย่าทำกะข้าซิ น่าติ! นาย ทำกรรมเช่นนี้ได้ ( ลงคอ ) นายก็ได้ชื่อว่าเป็นผู้มีอายุยืนควรแต่จะห้ามคนอื่น ( มิให้ทำร้ายกัน แต่นี่นายกลับทำร้ายเสียเอง ) ไม่ยังจิตให้คิดร้ายในชายผู้นั้น ไม่คิดถึงความทุกข์ของตนเลย ยังพาชายผู้นั้นให้ถึงที่ ๆ ปลอดภัยเสียด้วย
๖. พิจารณาถึงความที่เคยเกี่ยวข้องกันในสังสารวัฏ
พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสไว้ว่า สัตว์ผู้ที่ไม่เคยเป็นมารดา ไม่เคยเป็นบิดา ไม่เคยเป็นพี่น้องชาย ไม่เคยเป็นพี่น้องหญิง ไม่เคยเป็นบุตร ไม่เคยเป็นธิดา มิใช่หาได้ง่าย เพราะแะนั้น เราพึงยังจิตอย่างนี้ ให้เกิดขึ้นในผู้นั้นว่า " ผู้นี้เป็นมารดาในอดีตของเรา รักษาเราอยู่ในท้อง ไม่แสดงอาการเกลียดสิ่งปฏิกูลทั้งหลาย มีอุจจาระ ปัสสาวะ น้ำลาย และน้ำมูก เป็นต้น ของเรา เช็ดได้ราวกะจันทร์แดง ( ต้นไม้หอมชนิดหนึ่ง ) ให้เรานอนแนบอก อุ้มเราไป เลี้ยงเรามา..เป็นบิดา ในอดีตของเรา ประกอบอาชีพต่างๆ ทำงานที่ยากอื่นๆ บ้างเพื่อประโยชน์แก่ตัวเรา คิดว่า จักเลี้ยงลูกน้อย รวบรวมทรัพย์ด้วยการงานนั้น ๆ เลี้ยงเรามา... การทำใจร้าย โกรธเคืองในบุคคลนั้น ไม่สมควรแก่เราเลย "
๗. พิจารณาอานิสงฆ์เมตตา
ถ้ายังไม่อาจดับความโกรธได้ ลองพิจารณาอานิงส์ของเมตตา ถ้าเราละความโกรธได้ มีจิตเมตตาปรารถนาให้ผู้อื่นเป็นสุข ก็จะได้รับอานิสงส์ที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้มี ๑๑ อย่าง คือ
๑. หลับเป็นสุข ๒. ตื่นเป็นสุข ๓. ไม่ฝันร้าย ๔. เป็นที่รักของมนุษย์ทั้งหลาย
๕. เป็นที่รักของอมนุษย์ทั้งหลาย ๖. เทวดาย่อมรักษาผู้นั้น
๗. ไฟ พิษ หรือศัสตรา ยอ่มไม่ทำร้ายผู้นั้น ๘. จิตตั้งมั่นเป็นสมาธิเร็ว
๙. สีหน้าผ่องใส ๑๐. ไม่หลงตาย คือ มีสติก่อนตาย
๑๑. เมื่อไม่บรรลุคุณวิเศษที่ยิ่ง ย่อมเข้าถึงพรหมโลก
๘. ใช้วิธีแยกธาตุ
พึงสอนตนอย่างนี้ว่า " ตัวเจ้าเมื่อโกรธบุคคลนั้น โกรธอะไร โกรธผมหรือ หรือว่า โกรธขน โกรธเล็บ ฯ ล ฯ หรือมิฉะนั้น ก็โกรธธาตุดิน โกรธธาตุน้ำ โกรธธาตุไฟ หรือ โกรธธาตุลม เมื่อเห็นว่ามีแต่ธาตุ แล้วเราจะโกรธไปทำไม "
๙. วิธีสุท้าย - ทำการให้และการแบ่ง
ถ้ายังไม่หายโกรธอีก พึงให้ของ ๆ ตนแก่เขา รับของๆ เขามาเพื่อตนเอง แต่ถ้าเขามีอาชีพไม่บริสุทธิ์ ก็พึงให้แต่ของๆ ตนไปผ่ายเดียว อย่ารับของ ๆ เขาเลย เมื่อเราทำไปอย่างนั้น ความอาฆาตในบุคคลนั้น จะระงับไปได้ ส่วนความโกรธของอีกฝ่ายหนึ่ง แม้จะติดตามมาตั้งแต่อดีตชาติ ก็ระงับไปในทันทีเหมือนกัน ดังที่พระพทุธองค์ตรัสไว้ว่า " ททมาโน ปิโย โหติ " แปลว่า " ผู้ให้ย่อมเป็นที่รัก ( ของผู้รับ ) "
" เขาว่าเรา เราอย่าโกรธ ลงโทษเขา ในเมื่อเรา นี้ไม่เป็น เช่นเขาว่า
หากเราเป็น จริงจัง ดังวาจา เมื่อเขาว่า อย่าโกรธเขา เราเป็นจริง "
คัดจากหนังสือ ตายแล้วไปไหน ? หน้า ๓๒ - ๓๘
เรียบเรียงโดย พระมหาสุสวัสดิ์ จนฺทปญฺโญ ป.ธ.๙
ที่มาของข้อความในการพิมพ์ : ถ้าตกหล่น หรือ พิมพ์ผิด ขออภัยด้วยครับ
๑. ระลึกถึงโทษของความโกรธ
บุคคลผู้มักโกรธนี้ ถูกความโกรธครอบงำแล้ว โกรธเต็มประดา ย่อมประพฤติชั่วด้วยกาย ด้วยวาจา ด้วยใจ ครั้นประพฤติชั่วด้วยกายวาจาใจแล้ว ย่อมเดือดร้อนในโลกนี้ ตายไปแล้วย่อมเกิดในอบายภูมิทั้ง ๔ ภูมิ หรือเราจะระลึกถึงโอวาทที่พระพุทธเจ้าทรงสอน เช่นว่า " ผู้ใดโกรธตอบผู้ที่โกรธ ( ก่อน ) เพราะเหตุที่โกรธตอบนั้น ผู้นั้นกลับเลวกว่าผู้ที่โกรธ ( ก่อน ) นั้นเสียอีก ผู้ไม่โกรธตอบผู้โกรธ ( ก่อน ) ซึ่งว่าชนะสงครามที่ชนะได้ยาก ผู้ใดรู้ว่าผู้อื่นโกรธขึ้นมาแล้วสติระงับใจเสียได้ ( ไม่โกรธตอบ ) ผู้นั้นชื่อว่าประพฤติเป็นประโยชน์ด้วยกันทั้ง ๒ ฝ่าย คือทั้งฝ่ายตนและฝ่ายผู้อื่น และผู้ที่มัวโกรธอยู่อย่างนี้ ไม่ชื่อว่าเป็นผู้ทำตามคำสอนของพระผู้มีพระภาคเจ้าด้วย "
๒. ระลึกถึงความดีของเขา
ถ้าวิธี ๑ ไม่สำเร็จ ลองวิธีที่ ๒ คือระลึกถึงความดีของเขา เพราะบางคนความประพฤติทางกาย เขาปฏิบัติดีเป็นอันมาก ชนทั้งปวงก็รู้ได้ แต่วาจาและใจไม่เรียบร้อย เราก็ระลึกถึงแต่ความดีทางกายของเขาอย่างเดียว บางคนดีทางวาจาอย่งเดียว พูดจาอ่อนหวาน พูดให้คนอื่นสบายใจมีหน้าชื่อบาน ทักก่อน แต่ความประพฤติทางกายและใจไม่เรียบร้อย เราก็อย่าคิดถึงทางกายและใจ ระลึกถึงแต่ความดีทางวาจาอย่างเดียว บางคนดีทางใจเท่านั้น ความเรียบร้อยทางใจของเขานั้น ปรากฏแก่ชนทั้งปวงในการทำกิจต่างๆ เช่น การไหว้พระเจดีย์ เขาย่อมไหว้โดยเคารพไม่นั่งใจลอย โงกง่วงอยู่ในที่ฟังธรรม เราก็ระลึกถึงแต่ความเรียบร้อยทางใจของเขาอย่างเดียวเถิด สำหรับบางคนประพฤติไม่ดีทั้งทางกาย วาจา ใจ เราควรตั้งความกรุณาในบุคคลนั้นด้วยเถิด ( สงสาร ) " เวลานี้เขาอยู่ในโลกมนุษย์แต่ว่าอีกไม่นาน เขาก็ต้องไปเพิ่มให้หมานรกทั้ง ๘ ขุม เต็มขึ้น เมื่อทำใจเช่นนี้ ความอาฆาต โกรธแค้น ย่อมระงับลงได้ เพราะอาศัยความกรุณา "
๓. พึงสอนตนว่า " ความโกรธคือการทำความทุกข์ให้ตนเอง "
เช่นว่า " เจ้าไปพะนอความโกรธ อันเป็นตัวตัดมูลรากของศีลทั้งหลายที่เจ้ารักษาเสีย ขอถามหน่อย ใครโง่เหมือนเจ้าบ้างเล่า เจ้าโกรธว่า คนอื่นทำกรรมป่าเถื่อน ( กรรมชั่ว ) ให้อย่างไรหนอ เจ้าจึงปรารถนาจะทำกรรมเช่นเดียวกันนั้นเสียเองเล่า ถ้าคนอื่นอยากให้เจ้าโกรธ จึงทำความไม่พอใจให้ไฉนเจ้าจึงจะช่วยทำความตั้งใจของเขาให้สำเร็จ โดยปล่อยให้ความโกรธเกิดขึ้นเล่า น่าตำหนิ เจ้าโกรธแล้วจักได้ทำทุกข์ให้แก่เขาหรือไม่ก็ตาม แต่เดี๋ยวนี้ เจ้าก็ได้เบียดเบียนตนเองด้วยความโกรธทุกข์ ( ความทุกข์ใจเพราะความโกรธ )อยู่แท้ๆ
๔. พิจารณาความที่สัตว์ทั้งหลายมีกรรมเป็นของ ๆ ตน
ถ้ายังไม่หายโกรธ พึงพิจารณาให้เห็นว่าตนและคนอื่นต่างมีกรรมเป็นของ ๆ ตน เช่นว่า เจ้าโกรธเขาแล้ว เจ้าจักทำอะไร กรรมที่มีโทสะเป็นเหตุ จักเป็นไปเพื่อความเสื่อมเสียแก่ตัวเจ้าเองมิใช่หรือ เจ้าจักทำกรรมใดไว้ เจ้าจะต้องเป็นผู้รับผลของกรรมนั้น กรรมอันนี้จะสามารถให้สมบัติทั้งหลายมีความเป็นพระราชา พระอินทร์ เป็นต้น ก็หามิได้เลย กรรมนี้มีแต่จะทำให้เจ้าเสวยทุกข์ในเรือนจำ ทุกข์ในนรกเป็นต้น อย่างนี้แล้วจึงพิจารณาถึงฝ่ายคนอื่นบ้าง ดังที่พิจารณาในฝ่ายตน
๕. พิจารณาถึงความประพฤติในกาลก่อนของพระศาสดา
เช่นว่า พระศาสดาของเจ้าในกาลก่อนแต่การตรัสรู้แม้เป็นพระโพธิสัตว์ ทรงบำเพ็ญพระบารมีอยู่ตลอด ๔ อสงไขยกับแสนกัป มิได้ทรงยังจิตให้คิดประทุษร้ายในบุคคลทั้งหลายผู้เป็นศัตรู แม้เป็นผู้ปลงพระชนม์เอาในชาตินั้น เช่น ใน ขันติวาทีชาดก พระโพธิสัตว์ เมื่อพระราชาพระนามว่ากลาพุ ผู้โง่เขาถามว่า สมณะ แกกล่าววาทะอะไร ตอบว่า อาตมากล่าววาทะคือขันติ ( ความอดทน ) ถูกโบยด้วยหวายทั้งหนามแล้ว ตัดมือและเท้าเสีย ก็ทรงมิได้ทำแม้แต่อาการขุ่นเคือง หรือ เรื่องใน มหากปิชาดก พระโพธิสัตว์สัตว์เกิดเป็นกระบี่ใหญ่ ( ลิง ) เมื่อถูกชายผู้หนึ่งผู้ที่ตนเองช่วยฉุดขึ้นจากเหวรอดชีวิตแล้ว ยังคิดร้ายว่า " ลิงนี่ก็เป็นอาหารของพวกมนุษย์เหมือนสัตว์ป่าอื่น ๆ ในป่านั่งเอง อย่ากระนั้นเลย เราก็หิวแล้ว .ฆ่าลิงตัวนี้กินเสียเถิดน่ะ เราก็อิ่มแล้ว จะถือเอาเนื้อมันเป็นเสบียงไปด้วย เมื่อเป็นเช่นนี้ เราก็จักข้ามทางกันดารไปได้เสบียงก็จักมีแก่เราด้วย " ดังนี้แล้ว ยกก้อนหินทุ่มหัวเอากระบี่ใหญ่ก็ยังมองชายนั้น ด้วยดวงตาอันนองด้วยน้ำตา กล่าวกะเขาด้วยดีว่า นายจ๋า นายอย่าทำกะข้าซิ น่าติ! นาย ทำกรรมเช่นนี้ได้ ( ลงคอ ) นายก็ได้ชื่อว่าเป็นผู้มีอายุยืนควรแต่จะห้ามคนอื่น ( มิให้ทำร้ายกัน แต่นี่นายกลับทำร้ายเสียเอง ) ไม่ยังจิตให้คิดร้ายในชายผู้นั้น ไม่คิดถึงความทุกข์ของตนเลย ยังพาชายผู้นั้นให้ถึงที่ ๆ ปลอดภัยเสียด้วย
๖. พิจารณาถึงความที่เคยเกี่ยวข้องกันในสังสารวัฏ
พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสไว้ว่า สัตว์ผู้ที่ไม่เคยเป็นมารดา ไม่เคยเป็นบิดา ไม่เคยเป็นพี่น้องชาย ไม่เคยเป็นพี่น้องหญิง ไม่เคยเป็นบุตร ไม่เคยเป็นธิดา มิใช่หาได้ง่าย เพราะแะนั้น เราพึงยังจิตอย่างนี้ ให้เกิดขึ้นในผู้นั้นว่า " ผู้นี้เป็นมารดาในอดีตของเรา รักษาเราอยู่ในท้อง ไม่แสดงอาการเกลียดสิ่งปฏิกูลทั้งหลาย มีอุจจาระ ปัสสาวะ น้ำลาย และน้ำมูก เป็นต้น ของเรา เช็ดได้ราวกะจันทร์แดง ( ต้นไม้หอมชนิดหนึ่ง ) ให้เรานอนแนบอก อุ้มเราไป เลี้ยงเรามา..เป็นบิดา ในอดีตของเรา ประกอบอาชีพต่างๆ ทำงานที่ยากอื่นๆ บ้างเพื่อประโยชน์แก่ตัวเรา คิดว่า จักเลี้ยงลูกน้อย รวบรวมทรัพย์ด้วยการงานนั้น ๆ เลี้ยงเรามา... การทำใจร้าย โกรธเคืองในบุคคลนั้น ไม่สมควรแก่เราเลย "
๗. พิจารณาอานิสงฆ์เมตตา
ถ้ายังไม่อาจดับความโกรธได้ ลองพิจารณาอานิงส์ของเมตตา ถ้าเราละความโกรธได้ มีจิตเมตตาปรารถนาให้ผู้อื่นเป็นสุข ก็จะได้รับอานิสงส์ที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้มี ๑๑ อย่าง คือ
๑. หลับเป็นสุข ๒. ตื่นเป็นสุข ๓. ไม่ฝันร้าย ๔. เป็นที่รักของมนุษย์ทั้งหลาย
๕. เป็นที่รักของอมนุษย์ทั้งหลาย ๖. เทวดาย่อมรักษาผู้นั้น
๗. ไฟ พิษ หรือศัสตรา ยอ่มไม่ทำร้ายผู้นั้น ๘. จิตตั้งมั่นเป็นสมาธิเร็ว
๙. สีหน้าผ่องใส ๑๐. ไม่หลงตาย คือ มีสติก่อนตาย
๑๑. เมื่อไม่บรรลุคุณวิเศษที่ยิ่ง ย่อมเข้าถึงพรหมโลก
๘. ใช้วิธีแยกธาตุ
พึงสอนตนอย่างนี้ว่า " ตัวเจ้าเมื่อโกรธบุคคลนั้น โกรธอะไร โกรธผมหรือ หรือว่า โกรธขน โกรธเล็บ ฯ ล ฯ หรือมิฉะนั้น ก็โกรธธาตุดิน โกรธธาตุน้ำ โกรธธาตุไฟ หรือ โกรธธาตุลม เมื่อเห็นว่ามีแต่ธาตุ แล้วเราจะโกรธไปทำไม "
๙. วิธีสุท้าย - ทำการให้และการแบ่ง
ถ้ายังไม่หายโกรธอีก พึงให้ของ ๆ ตนแก่เขา รับของๆ เขามาเพื่อตนเอง แต่ถ้าเขามีอาชีพไม่บริสุทธิ์ ก็พึงให้แต่ของๆ ตนไปผ่ายเดียว อย่ารับของ ๆ เขาเลย เมื่อเราทำไปอย่างนั้น ความอาฆาตในบุคคลนั้น จะระงับไปได้ ส่วนความโกรธของอีกฝ่ายหนึ่ง แม้จะติดตามมาตั้งแต่อดีตชาติ ก็ระงับไปในทันทีเหมือนกัน ดังที่พระพทุธองค์ตรัสไว้ว่า " ททมาโน ปิโย โหติ " แปลว่า " ผู้ให้ย่อมเป็นที่รัก ( ของผู้รับ ) "
" เขาว่าเรา เราอย่าโกรธ ลงโทษเขา ในเมื่อเรา นี้ไม่เป็น เช่นเขาว่า
หากเราเป็น จริงจัง ดังวาจา เมื่อเขาว่า อย่าโกรธเขา เราเป็นจริง "
คัดจากหนังสือ ตายแล้วไปไหน ? หน้า ๓๒ - ๓๘
เรียบเรียงโดย พระมหาสุสวัสดิ์ จนฺทปญฺโญ ป.ธ.๙
ที่มาของข้อความในการพิมพ์ : ถ้าตกหล่น หรือ พิมพ์ผิด ขออภัยด้วยครับ
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)
